คุยกดบวกโทร.ตปท.กันเอง

กทช.เปิดทาง กสทฯ เคลียร์เอไอเอส-ดีแทค เรื่องสิทธิใช้เครื่องหมายบวก โทร.ต่างประเทศ เร่งออกหลักเกณฑ์ดูแล
นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เปิดเผยว่า กทช.มีมติให้บริษัท กสท โทรคมนาคม เจรจากับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค กรณีการกดเครื่องหมายบวก (+) เพื่อ โทร.ออกไปต่างประเทศ โดยไม่ผ่านโครงข่าย 001 ของกสทฯ

ที่ผ่านมา หลังจากกทช. ให้ใบ อนุญาตบริการโทร.ทางไกลต่างประเทศกับเอกชน ส่งผลให้การกด + เพื่อโทร.ออกต่างประเทศผ่านโครงข่ายของเอกชนเอง ซึ่งกสทฯ ได้ร้องเรียนว่า การกระทำดังกล่าว เท่ากับเป็นการปิดกั้นทางเลือก ของผู้ใช้บริการ เพราะผู้ใช้บริการสามารถเลือกโทร.ออกผ่านรหัส 3 หลักของผู้ให้บริการรายอื่นก็ได้ เช่นไม่ใช่แค่กดเครื่องหมายบวกผู้ใช้เอไอเอสจะต้องโทร.ทางไกลผ่าน 005 หรือดีแทคกดเครื่องหมายบวกต้องผ่าน 004 เท่านั้น

ทั้งนี้ กทช.ให้วางกรอบการเจรจาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับตั้งแต่สัปดาห์หน้าและให้ แจ้งผลการหารือกลับมายังกทช. ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะทำควบคู่กับการออกหลักเกณฑ์สากลเพื่อควบคุมกำกับดูแล การกดเครื่องหมาย + โทร.ทางไกลระหว่างประเทศ (Carrier Selection) โดยนำผลศึกษาจากต่างประเทศปรับให้เหมาะสมกับประเทศไทย และจะต้องไม่เป็นในลักษณะการผูกขาดการให้บริการ

นายสุรนันท์ กล่าวว่า การกดเครื่องหมาย + เพื่อโทร.ออก ต่างประเทศนั้น เป็นเครื่องหมายสากล ไม่ใช่เป็นของผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง

สำหรับผลการศึกษากดเครื่องหมาย + จากต่างประเทศมี 3 แนวทาง คือ 1.ผู้ให้บริการมือถือเป็นผู้กำหนดว่าการกดเครื่องหมาย + ของลูกค้าจะโทร.ออกผ่านรหัสใด 2.ผู้ใช้บริการจะต้องลงทะเบียนว่าจะเลือกใช้บริการโทร.ทางไกลของผู้ให้ บริการรายใด และ 3.ผู้ใช้บริการสามารถกดรหัสตามต้องการ ซึ่งทางกทช. จะต้องนำมาวิเคราะห์

โพสต์ทูเดย์ 17/3/52

พิมพ์ อีเมล

สบท.กับภารกิจคุ้มครองผู้บริโภค ...ปัญหาอยู่ที่ใคร ?

เหมือน จะจบแต่ไม่จบสำหรับประเด็นที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือเรียกเก็บค่าต่อคู่ สาย 107 บาท (ทรูมูฟเก็บ 214 บาท) จากลูกค้าในกรณีที่ลูกค้าค้างชำระค่าบริการรายเดือนติดต่อกัน 2 เดือน จนถูกตัดสัญญาณและถูกเรียกเก็บเงินจำนวนดังกล่าวเมื่อมาชำระหนี้และขอต่อคู่ สาย


เรื่องนี้เริ่มต้นในเดือน ส.ค.2551 เมื่อสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) รับร้องเรียนจากผู้ใช้บริการรายหนึ่งซึ่งเรียกร้องให้บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) คืนเงินจำนวนดังกล่าว และขอให้ระงับการเรียกเก็บค่าต่อคู่สายสำหรับผู้ใช้บริการรายอื่นๆ ด้วย ต่อมาคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) มีมติเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.2551 ให้ดีแทคคืนเงินค่าต่อคู่สาย 107 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ร้อง และให้ระงับการเก็บค่าต่อคู่สายจากผู้ใช้บริการรายอื่นๆ รวมทั้งให้สำนักงาน กทช.แจ้ง ผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือทุกรายให้งดเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าว


อย่างไรก็ตามมติของ กทช.ไม่ได้ถูกนำไปปฏิบัติแต่อย่างใด โดยทุกวันนี้ผู้ให้บริการยังคงเก็บค่าต่อคู่สายเช่นเดิม


ขณะ ที่ดีแทคเองทำหนังสือถึง กทช. วันที่ 24 ธ.ค.2551 ขอให้ทบทวนมติดังกล่าว และชี้แจงเพิ่มเติมว่า การเก็บค่าต่อคู่สายนั้นดีแทคได้รับความเห็นชอบจากบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) แล้ว จึงถือเป็นการเรียกเก็บตามสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาสัมปทาน และเรื่องนี้เป็นการ ปฏิบัติตามประเพณีการค้าที่มีมานานแล้ว การงดเก็บค่าต่อคู่สายจะมีผลกระทบต่อผู้ให้บริการเนื่องจากจะเป็นการจูงใจ ให้ผู้ใช้บริการชำระค่าบริการภายในเวลาที่กำหนด


วันที่ 4 ก.พ.2552 ที่ผ่านมา สบท.จึงได้จัดเสวนาเรื่อง "หลากหลายมุมมอง : กรณีค่าต่อคู่สายโทรศัพท์ 107/214 บาท เมื่อผิดนัดชำระค่าบริการ" โดยเชิญตัวแทน ผู้ประกอบการทุกราย ตัวแทนผู้บริโภคและนักวิชาการมาร่วมแสดงความเห็น อย่างไรก็ตามงานนี้ก็ไม่มีข้อสรุปหรือเกิดภาพการรอมชอมระหว่างผู้ประกอบการ และผู้บริโภคแต่อย่างใด เนื่องจากแต่ละฝ่ายมีเหตุผลทางกฎหมายหักล้างกันจนต้องตีความ และผู้ที่ตีความได้ดีที่สุดก็คือ "ศาล" เท่านั้น


เช่นประเด็นการเก็บ ค่าต่อคู่สาย โทรศัพท์เป็นการเรียกเก็บโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ฝ่ายผู้ประกอบการยืนยันว่า เก็บโดยชอบด้วยกฎหมายตามที่ได้รับอนุมัติจากผู้ให้สัมปทาน ขณะที่ฝั่งผู้บริโภคมีความเห็นแย้งว่า อำนาจการกำกับดูแลของผู้ให้สัมปทานหมดลงตั้งแต่มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ.2543 ดังนั้นผู้ให้สัมปทานจึงไม่มีอำนาจอนุมัติการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใดๆ จนกว่าจะได้รับอนุญาตจาก กทช.ซึ่งตามประกาศ กทช.เรื่องมาตรฐานสัญญาให้บริการโทรคมนาคม พ.ศ.2549 กำหนดว่า ผู้ให้บริการจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมอื่นใดนอกเหนือจากค่าบริการไม่ได้ ดังนั้นการเก็บค่าต่อคู่สายจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย


หรือประเด็นเรื่อง ค่าต่อคู่สายโทรศัพท์ถือเป็นค่าบริการหรือเป็นค่าปรับ ซึ่งผู้ให้บริการยืนยันว่า เป็นค่าบริการอย่างหนึ่ง ขณะที่ผู้บริโภคเห็นว่านี่คือค่าปรับซึ่งไม่สามารถเก็บได้ตามประกาศ กทช.เรื่องมาตรฐานสัญญาให้บริการโทรคมนาคม พ.ศ.2549


หรือแม้แต่ ประเด็นการปฏิบัติตามประกาศ กทช.เอง ดีแทคก็ชี้แจงว่า ได้ปฏิบัติตามทุกขั้นตอนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานสัญญาให้บริการโทรคมนาคม พ.ศ.2549 ซึ่งได้ส่งแบบสัญญาให้ กทช.พิจารณาแล้ว แต่เมื่อ กทช.ยังไม่อนุมัติแบบสัญญาเสียที ซึ่งตามบทเฉพาะ กาลของประกาศก็ให้ใช้แบบสัญญาเดิมไปก่อน ซึ่งก็คือแบบสัญญาที่ผู้ให้บริการสามารถเก็บค่าต่อคู่สายได้นั่นเอง


รวม ทั้งประเด็นเรื่องประกาศ กทช.เรื่องอัตราขั้นสูงของค่าบริการและการเรียกเก็บเงินค่าบริการล่วงหน้าใน กิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2549 ซึ่งจะระบุว่าอะไรคือค่าบริการ อะไรที่เรียกเก็บจากผู้บริโภคได้ และอะไรเก็บไม่ได้ ซึ่งผู้ประกอบการชี้แจงว่า ในระยะ 30 วันหลังประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ บริษัทได้ส่งโครงสร้างค่าบริการ (รวมทั้งค่าต่อคู่สาย) ให้ กทช.แล้ว และ กทช. ไม่เคยมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงใดๆ ดังนั้นจึงเรียกเก็บค่าบริการต่างๆ ตามที่เคยปฏิบัติมา


ตัวแทนจากดีแทคให้ความเห็นว่า ประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นที่ต้องตีความตามกฎหมาย บริษัทเองได้ชี้แจงข้อเท็จจริงไปหมดแล้ว และเรียกร้องให้ กทช.เข้ามาดูแล สร้างความชัดเจนมากกว่านี้ เช่น เรื่องอัตราขั้นสูงของค่าบริการ ซึ่ง กทช. ควรกำหนดให้ชัดว่า อะไรที่เก็บได้และอะไรเก็บไม่ได้


"เรายินดีที่จะ ปฏิบัติตามคำสั่ง กทช. แต่ก็ต้องเป็นคำสั่งที่เป็นไปตามหลักการและเหตุผล ถ้าจะไม่ให้เก็บก็ต้องมีเหตุผลมา รองรับว่าเพราะอะไร"


ทางด้าน "อานุภาพ ถิรลาภ" นักวิชาการทางด้านโทรคมนาคม ให้ความเห็นว่า เมื่อ กทช.มีมติออกมาแล้วว่าเก็บไม่ได้ ก็ควรออกประกาศ กทช.ออกมาให้ชัดเจนว่าห้ามเก็บ หากผู้ประกอบการไม่เห็นด้วยก็สามารถใช้สิทธิฟ้องศาลปกครองได้


" เรื่องของเรื่องคือ กทช.เป็นผู้มีอำนาจ เมื่อออกประกาศมาตั้งแต่ปี 2549 แล้วแต่ไม่มีการบังคับใช้ ปล่อยให้ปัญหาหมักหมม ไม่ทำในสิ่งที่ตัวเองควรทำ แล้วปล่อยให้เป็นปัญหาของโอเปอเรเตอร์มาทะเลาะกับผู้บริโภคไปจนถึงชั้นศาล จริงๆ แล้ว กทช.ต้องไปศึกษาต้นทุนอัตราค่าบริการแล้วประกาศมาเลย ไม่ใช่ไปเอามติ ครม.มาใช้ชั่วคราว"

ณะที่ "สบท." ที่ถือเป็นสถาบันคุ้มครองผู้ใช้บริการโทรคมนาคมโดยตรงก็ไม่มีอำนาจตามกฎหมายจัดการใดๆ ได้เลย

ข้อมูลจาก นสพ.ประชาชาติธุรกิจ 09-02-52

พิมพ์ อีเมล

ทรูมูฟยื่นหนังสือต่อกทช.ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ อำนวยการ สบท.

ทรูมูฟยื่นหนังสือต่อกทช.ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ อำนวยการ สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมและอนุกรรมการรับเรื่องร้องเรียน

ตาม ที่มีข่าวปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ และสื่อต่างๆ เกี่ยวกับกรณี iPhone ซึ่งบริษัท ทรู มูฟ จำกัด ได้รับการแต่งตั้งจากบริษัท Apple ให้เป็นตัวแทนจัดจำหน่ายเครื่อง iPhone ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยกล่าวหาว่าทรูมูฟกระทำ การฝ่าฝืนกฎหมายต่างๆ ไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย เอารัดเอาเปรียบผู้ใช้บริการ ก่อให้เกิดความเสียหายและความสับสนในหมู่ลูกค้าและประชาชนทั่วไป รวมทั้งเสื่อมเสียชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของทรูมูฟ นั้น

บริษัท ทรู มูฟ จำกัด ได้ยื่นหนังสือต่อ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เพื่อขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้อำนวยการ สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมและอนุกรรมการรับเรื่องร้องเรียน และบริการประชาชน กรณีการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับการจัดจำหน่ายเครื่องโทรศัพท์ iPhone3G ของบริษัท ด้วยข้อความที่ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนและเกิดความรู้สึกไม่ดีกับการจัด จำหน่ายเครื่องโทรศัพท์ iPhone3G ตลอดจนส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ในการประกอบธุรกิจของบริษัทอย่างรุนแรง

window.google_render_ad();อีกทั้งยังเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายบริษัท ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ทรูมูฟ ได้จัดงานเพื่อให้ผู้สั่งจองมารับ พร้อมส่งมอบเครื่อง iPhone เครื่องแรกในไทยให้ผู้สั่งจองเมื่อวันที่ 16 มกราคม ที่ผ่านมา ณ Royal Paragon Hall  ศูนย์การค้าสยามพารากอน แต่เนื่องจากมีการนำเครื่อง iPhone ที่ผิดกฎหมาย หรือ “ของเถื่อน” จำนวนมากเข้ามาในประเทศไทย ก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งการลักลอบนำเข้ามาในประเทศและหลีกเลี่ยงการเสียภาษีให้แก่รัฐ ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

ในขณะที่การนำเครื่อง iPhone เข้ามาในประเทศไทยของทรูมูฟเป็นการนำเข้าที่ถูกต้อง โดยเสียภาษีอากรตามกฎหมายทุกประการ แต่กลับถูกกล่าวหาว่าทรูมูฟเอารัดเอาเปรียบผู้ใช้บริการ ซึ่งที่ผ่านมา ทรูมูฟได้ให้ความร่วมมือกับ กทช. ในการชี้แจงข้อเท็จจริงต่าง ๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่ของ กทช. (สบท.) ก็ได้รับทราบข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับการจำหน่ายและการให้บริการดังกล่าวอย่างชัดเจนแล้ว

แต่ไม่เคยแจ้งกลับมาให้ทรูมูฟทราบ ว่า การจัดจำหน่ายและการให้บริการดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร ไม่เป็นไปตามกฎหมายอย่างไร หรือจะให้ดำเนินการแก้ไขอย่างไร กลับยังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนกล่าวหาทรูมูฟ ว่าทำผิดกฎหมาย และเอาเปรียบผู้บริโภคมาโดยตลอด

การที่สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) กรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (คบท.) และคณะอนุกรรมการรับเรื่องร้องเรียนและบริการประชาชน ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของ กทช. ให้สัมภาษณ์ และหรือให้ข่าวสารต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับการจำหน่ายและการให้บริการ iPhone ดังกล่าว

ทำให้ทรูมูฟได้ รับความเสียหายต่อชื่อเสียงและภาพพจน์อย่างร้ายแรง ถือเป็นการทำลายธุรกิจของบริษัท จนทำให้ประชาชนทั่วไปเกิดความสับสน และขาดความเชื่อมั่นในสินค้าและบริการดังกล่าวของทรูมูฟ

กรณีที่มีการกล่าวหาว่า ทรูมูฟบังคับให้ผู้บริโภคต้องใช้เครื่อง iPhone และใช้บริการทรูมูฟนั้น บริษัทขอยืนยันว่า ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะประชาชนทั่วไปสามารถซื้อเครื่อง iPhone เปล่า เพื่อนำไปใช้บริการโทรศัพท์กับผู้ประกอบการรายอื่นได้

แต่การที่ทรูมูฟทำ แพคเกจ เพื่อส่งเสริมการขาย ก็เนื่องจากเครื่อง iPhone ถูกออกแบบมารองรับการใช้งานทั้งด้านเสียงและด้าน DATA (ผ่าน EDGE, GPRS และ Wi-Fi) ซึ่งลูกค้าจะได้รับประโยชน์เต็มที่ในกรณีที่ผู้ให้บริการให้แพคเกจส่งเสริม การขาย

โดยเฉพาะด้าน DATA ในราคาที่คุ้มค่า และที่สำคัญไม่ต้องการให้บุคคลอื่นนำเครื่อง iPhone ที่มีการลักลอบนำเข้าโดยผิดกฎหมาย มาใช้บริการในโครงข่ายของ  ทรูมูฟ เพราะทรูมูฟเป็น บริษัทที่มี Good Corporate Governance และไม่สนับสนุนให้มีการหลีกเลี่ยงภาษี อันเป็นการกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

สำหรับกรณีที่มีการกล่าวหาว่า ทรูมูฟเลือกปฏิบัติ แบ่งแยกหรือกีดกันผู้ใช้บริการ เนื่องจากลูกค้าทรูมูฟเท่า นั้นที่สามารถซื้อเครื่องและสมัครใช้บริการ Package Basic ได้ และมีการกำหนดอัตราค่าบริการที่แตกต่างกันนั้น ก็ไม่เป็นความจริงเช่นกัน

เพราะทรูมูฟปฏิบัติ ต่อผู้ใช้บริการและประชาชนทั่วไปอย่างเท่าเทียม แต่เหตุที่อัตราค่าบริการมีความแตกต่างกัน เนื่องจากเครื่อง iPhone 8G และ iPhone 16G มีหน่วยความจำและความสามารถในการใช้งานแตกต่างกันมาก ดังนั้น อัตราค่าบริการจึงจำเป็นต้องมีอัตราที่แตกต่างกัน

กรณีที่มีการกล่าวหาว่า เงื่อนไขการตลาดของทรูมูฟขัดต่อประกาศ กทช.ข้อ 15 เรื่อง มาตรฐานของสัญญาให้บริการโทรคมนาคม พ.ศ.2549 เนื่องจากการเช่าเครื่องโดยวิธีผ่อนชำระจะมีราคา ถูกกว่าการซื้อเครื่องเปล่านั้น ทรูมูฟขอยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง เพราะเงื่อนไขการตลาดของทรูมูฟดังกล่าวเป็นไปตามประกาศ กทช. ข้อ 15 และหากผู้ใช้บริการประสงค์ที่จะยกเลิกการใช้บริการกับทรูมูฟก่อนครบกำหนดเงื่อนไขการตลาด ก็สามารถกระทำได้

กรณีดังกล่าว ทรูมูฟปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายและประกาศ กทช. ที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด แต่กรณีการชำระค่าเครื่องที่ธนาคารได้ชำระแทนผู้ใช้บริการไปแล้วนั้น ผู้ใช้บริการมีหน้าที่จะต้องชำระเงินค่าเครื่องให้กับธนาคารที่ผู้ใช้บริการ ได้ทำสัญญาผูกพันไว้ในการซื้อเครื่อง iPhone  ต่อไป เนื่องจากในขณะทำสัญญากับธนาคารเพื่อซื้อเครื่อง iPhone

ผู้ใช้บริการได้อ่านและเข้าใจเงื่อนไขเกี่ยวกับการซื้อเครื่อง iPhone โดยไม่มีการบังคับ ขู่เข็ญ หรือหลอกลวงผู้ใช้บริการแต่อย่างใดทั้งสิ้น  ดังนั้น  ทรูมูฟจึงไม่สามารถก้าวล่วงสัญญาระหว่างธนาคารกับผู้ใช้บริการได้

สำหรับกรณีที่ประชาชนซื้อเครื่องและใช้บริการ iPhone ของทรูมูฟโดยวิธีการผ่อนชำระเป็นรายเดือน จะมีอัตราค่าบริการถูกกว่าการซื้อเครื่องเปล่านั้น  ทรูมูฟขอ เรียนว่า  เป็นเรื่องปกติในการทำการตลาดหรือการส่งเสริมการขาย  เช่นเดียวกับผู้ประกอบการรายอื่นที่ทำการตลาดอยู่โดยทั่วไป เพื่อขยายฐานลูกค้าให้มากยิ่งขึ้น  โดยการขายสินค้าในราคาพิเศษใกล้เคียงกับราคาต้นทุนของสินค้านั้น ก็เพื่อตอบแทนความไว้วางใจของประชาชนที่เลือกใช้บริการทรูมูฟ 

บริษัท ทรู มูฟ จำกัด  จึงจำเป็นต้องยื่นหนังสือต่อ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)  เพื่อขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้อำนวยการ สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมและอนุกรรมการรับเรื่องร้องเรียน และบริการประชาชน 


อีกทั้ง  เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงและความเป็นจริงของเรื่องราวที่เกิดขึ้น เกี่ยวกับกรณีเครื่อง iPhone ที่ทรูมูฟ ได้รับการแต่งตั้งจากบริษัท Apple ให้เป็นตัวแทนจัดจำหน่ายเครื่อง iPhone ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับลูกค้าและประชาชนทั่วไป และเพื่อรักษาชื่อเสียง ภาพพจน์ และการให้บริการของทรูมูฟ  ไม่ให้ลูกค้าและประชาชนสับสน

อันจะส่งผลกระทบต่อการให้บริการและความเชื่อมั่นในบริการ iPhone ที่ทรูมูฟนำ เข้ามาให้บริการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเพื่อดำรงไว้ซึ่งความเป็นธรรมและความยุติธรรมต่อบริษัท ทรู มูฟ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามข้อบังคับและข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัดมา โดยตลอด        

ข้อมูลจาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2552

 

พิมพ์ อีเมล

บทความใกล้เคียงกัน