เปิดเทอมต้องปลอดภัย ขนส่ง-สพฐ.-ปภ. รับข้อเสนอองค์กรผู้บริโภค หนุนรถรับส่งนักเรียนปลอดภัยเป็นตัวชี้วัด ผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมเชิญร่วมพัฒนาแผนแม่บทฉบับใหม่

ภาพข่าวเวทีรถรับส่งนร 01

องค์กรผู้บริโภคเสนอรถรับส่งนักเรียนปลอดภัยเป็นวาระของจังหวัดและเป็นตัวชี้วัดของโรงเรียน ผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ สพฐ. ขนส่ง รับข้อเสนอ เน้นย้ำความปลอดภัยช่วงเปิดเทอม ด้าน ปภ.ยินดีเชิญให้ร่วมพัฒนาแผนแม่บทฉบับใหม่

          เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2564 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคจัดเวทีเสวนา บทเรียนและอนาคต ทิศทางรถรับส่งนักเรียนปลอดภัย ผ่านทางเพจมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เพื่อหารือถึงแนวทางและมาตรการที่จะจัดทำให้เกิดความยั่งยืนในอนาคต

          นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การประสบอุบัติเหตุของรถรับส่งนักเรียนนั้นมักจะพบในข่าวบ่อยครั้ง และในข้อมูลสถิติพบว่าเกิดอุบัติเหตุจากรถรับส่งนักเรียนอย่างน้อยเดือนละ 2-3 ครั้ง รวมถึงยังมีสถิติเรื่องของการลืมเด็กไว้ในรถที่เป็นประเด็นใหญ่ของสังคม ในเรื่องรถรับส่งนักเรียนปลอดภัย สสส. เข้ามามีบทบาทที่จะพยายามชักชวนให้เห็นปัญหาและสาเหตุที่แท้จริง พัฒนาให้เกิดนโยบายสาธารณะ และหาผู้ที่เป็นเครือข่ายเกาะติดขับเคลื่อนเรื่องนี้ ซึ่งมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคทั้ง 6 ภาค ก็ได้เข้ามาช่วยทำงานเรื่องนี้อย่างจริงจัง ตั้งแต่พัฒนาผลักดันให้มีรถโรงเรียนที่มีความปลอดภัย ซึ่งการทำงานเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะควบคู่กับหลายปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ช่วงนี้ยังอยู่ในช่วงโควิด โรงเรียนในหลายจังหวัดอาจเปิดภาคเรียนได้ตามปกติ จึงต้องดูแลความปลอดภัยในการเดินทาง ควบคู่กับการแพร่ระบาดของโควิด โดยสวมหน้ากากอนามัย ไม่รับประทานอาหารบนรถโรงเรียน รวมถึงการทำความสะอาดมือและรถ ซึ่งจะต้องดูแลให้เป็นเรื่องพื้นฐานทุกวัน รวมถึงอยากให้โรงเรียนต่างๆ ครู ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง ร่วมมือช่วยกันดูแลในเรื่องนี้

ภาพข่าวเวทีรถรับส่งนร รุ่งอรุณ สสส 01

          นางสาวพวงทอง ว่องไว ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้บริโภคภาคเหนือ มูลนิธิพะเยาเพื่อการพัฒนา กล่าวว่า สิ่งที่อยากเห็นกับการทำงานเรื่องรถรับส่งนักเรียน คือ 1. ต้องการให้เรื่องรถรับส่งนักเรียนเป็นตัวชี้วัดของโรงเรียนทุกแห่ง ถ้าทุกโรงเรียนทำจะทำให้มีมาตรฐานและแนวทาง มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและเครือข่ายผู้บริโภคมีรูปแบบการทำงานที่มีคู่มือ ซึ่งสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้ 2. ผลักดันเรื่องรถรับส่งนักเรียนร่วมกับกรมการขนส่งทางบก ให้รถทุกคันเข้ามาตรวจสภาพและขออนุญาตขนส่งทุกภาคเรียน 3. ผลักดันเรื่องรถรับส่งนักเรียนให้เป็นวาระของระดับประเทศ จังหวัด และอำเภอ บางพื้นที่เข้าใจเรื่องอุบัติเหตุในจุดเสี่ยง หมวกกันน็อค แต่น้อยมากที่จะเข้าใจเรื่องรถรับส่งนักเรียน ดังนั้นความปลอดภัยทางถนนของเด็กและเยาวชน จึงไม่ใช่แค่รถจักรยานยนต์กับใบขับขี่ ความปลอดภัยจากการใช้รถรับส่งนักเรียนจึงเป็นเรื่องสำคัญและควรต้องให้คำนิยามที่ชัดเจนเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยของรถรับส่งนักเรียน

          สำหรับการพัฒนาแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนนของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและเครือข่ายผู้บริโภคยินดีที่จะเข้าร่วมให้ข้อมูลกับทาง ปภ. เนื่องจากมีมิติมุมมองที่จะช่วยกันในระยะยาว และอยากชวนทุกหน่วยงานมาร่วมกันผลักดันให้ “รถรับส่งนักเรียน เดินทางไปกลับปลอดภัย อุบัติเหตุเท่ากับศูนย์” เป็นวาระการขับเคลื่อนของทุกภาคส่วน ถึงเวลาแล้วที่เราต้องมาร่วมสร้างมาตรการป้องกันมากกว่าตามแก้ไขมาผนึกกำลังกันเพื่อขับเคลื่อนความปลอดภัยกับนักเรียน เป้าหมายอุบัติเหตุต้องเป็นศูนย์เกิดขึ้นได้แน่นอน

          นายแพทย์ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) กล่าวว่า ขอเสนอข้อพิจารณาเรื่องรถรับส่งนักเรียนปลอดภัย เป็นทิศทางในอนาคตเพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืน โดยอยากจะเห็นความชัดเจนใน 3 เรื่องนี้ คือ 1. โครงสร้าง ระบบจัดการ และระบบสนับสนุนที่สำคัญ ได้แก่ งบประมาณ กฎระเบียบ/อำนาจหน้าที่ เอื้อให้ท้องถิ่นชุมชนเข้ามาจัดการ โดยแก้ไขนิยาม “การศึกษา” ให้รวมถึงการเดินทางมาศึกษาอย่างปลอดภัย และให้กระทรวงมหาดไทยเร่งออกระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือหนังสือสั่งการกำหนดให้การจัดรถรับส่งนักเรียนเป็นภารกิจที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถกระทำได้โดยตรง รวมทั้งสนับสนุนให้มีกลไกระดับท้องถิ่นในการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่  2. ระบบข้อมูล เพื่อเฝ้าระวัง และสะท้อนความเสี่ยง โดยเฉพาะด้านคน พนักงานขับรถ สมรรถนะ เป็นต้น 3. เครือข่าย ความร่วมมือ กรมการขนส่งทางบก ผู้ประกอบการ ผู้ปกครอง ครู และนักเรียน รวมถึงด้านโครงสร้างการกำกับดูแลให้ไปถึงระดับอำเภอ ท้องถิ่น ถ้าทุกจังหวัดโดยศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) จังหวัด ดำเนินการเรื่องนี้ เชื่อว่าจะนำไปสู่ความยั่งยืนด้านความปลอดภัยของรถรับส่งนักเรียนได้

          นายธีร์ ภวังคนันท์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบเครือข่ายและการมีส่วนร่วม สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวถึงการเปิดเทอมที่จะถึงว่า สพฐ. คำนึงถึงความปลอดภัยทั้งองค์รวมของกระบวนการที่จะต้องดูแลเด็กนักเรียน โดยในวันเปิดภาคเรียนการศึกษา วันที่ 1 พ.ย. 2564 หลักการที่เลขาธิการให้ในที่ประชุม คือ ต้องเปิดเทอม เพราะนักเรียนจะเสียโอกาส โดยที่เร่งรัดให้ฉีดวัคซีนอย่างเร่งด่วน ตามมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข คือ ร้อยละ 85 จึงจะเปิดเทอมได้

          “ความปลอดภัยทางถนนยังเป็นเรื่องจำเป็น เมื่อใกล้เปิดเทอมแล้ว สพฐ. จะแจ้งทีมงานให้มีข้อสั่งการเตรียมการเรื่องนี้ให้ชัดเจนขึ้น จะต้องระมัดระวังเรื่องการขนส่งมวลชนเป็นพิเศษ” นายธีร์กล่าว

          นายธีร์ ภวังคนันท์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันพวกเราต้องทำงานเป็นภาคีเครือข่ายมากขึ้นเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กนักเรียน เราไม่ควรจะสูญเสียเด็กคนไหนไปอีกแล้วในระบบด้วยเหตุเหล่านี้ และสำหรับการทำตัวชี้วัดกับโรงเรียนที่องค์กรเพื่อผู้บริโภคเสนอมา ส่วนหนึ่งมีประเด็นนี้อยู่ในเงื่อนไขอยู่แล้วแต่ยังไม่ชัด จึงอาจจะต้องใส่ในมาตรฐานเขตและโรงเรียน และเรื่องมิติในแผนของการปฏิบัติการ สพฐ. ฉะนั้นจะรับข้อเสนอไปหารือกับทางฝ่ายบุคลากร ในการปรับเงื่อนไขให้ชัดขึ้นอย่างไรบ้าง รวมถึงให้ความสำคัญกับการทำแผนของ สพฐ.

          ว่าที่ร้อยตรีหญิง นวลพร ไชยเดชกำจร ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านความปลอดภัย กรมการขนส่งทางบก กล่าวถึงแนวทางแก้ไขว่า กรมการขนส่งทางบกจะบังคับใช้กฎหมายกับรถรับส่งนักเรียนที่ไม่มีใบอนุญาต และเข้มงวดกวดขันในพื้นที่ โดยกรมการขนส่งทางบกจะมีผู้ตรวจการออกตั้งด่านอยู่เป็นประจำ นโยบายทุกครั้งในช่วงเปิดเทอมก็จะมีการตั้งด่านในช่วงเช้าและช่วงเย็น เพื่อที่จะตรวจจับรถที่ฝ่าฝืนที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ไม่ผ่านการตรวจอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบก และถ้าจะให้เกิดผลสัมฤทธิ์มากขึ้นก็อาจจะขอความร่วมมือผู้ปกครองที่จะไม่สนับสนุนไปใช้รถเหล่านั้น หรือทางโรงเรียนที่จะจัดการขึ้นทะเบียนให้เป็นรถรับส่งของโรงเรียนนั้นๆ ก็ควรที่จะให้รถผ่านการตรวจสภาพ หรือได้รับการอนุญาตเป็นภาคเรียนจากกรมการขนส่งทางบกก่อน แม้กระทั่งการสื่อสารทำความเข้าใจในพื้นที่ เนื่องจากผู้ขับรถบางคนไม่เข้าใจ ส่วนมากทุกจังหวัดจะมีกลุ่มไลน์รถรับส่งนักเรียน อาจจะใช้ช่องทางนี้ในการสื่อสารประชาสัมพันธ์เข้าสู่ระบบของโรงเรียน

          นายวิทยา จันทน์เสนะ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ในแผนพัฒนาแม่บทความปลอดภัยทางถนน ฉบับปัจจุบันที่จะสิ้นสุดภายในปี 2564 ได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์โดยมีเรื่องความปลอดภัยของเด็กเยาวชนไว้อยู่แล้ว แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำแผนแม่บทฉบับที่ 5 ซึ่งจะมีระยะเวลาการทำงานระหว่างปี 2565–2570 โดยมีเป้าหมายผลักดันการขับเคลื่อนเพื่อลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งมีประเด็นเรื่องความปลอดภัยของเด็กและเยาวชนที่มีอยู่ในร่างแผนแม่บทฉบับใหม่นี้ด้วย และกำลังจะมีเวทีของการรับฟังความคิดเห็น จึงอยากเชิญทุกท่านให้เสนอความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อขับเคลื่อนในเชิงระบบทั่วประเทศ และขอเชิญมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ซึ่งเป็นภาคีเครือข่ายความปลอดภัยทางถนนเข้าร่วมให้ข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

พิมพ์ อีเมล

ศาลตัดสิน กทม. จ่ายค่าเสียหายผู้พิการ กรณีสร้างลิฟต์ระบบรถไฟฟ้าบีทีเอสล่าช้ากว่า 5 ปี

BTS01

ศาลตัดสิน กทม. จ่ายค่าเสียหายให้กับผู้พิการ กรณีภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้และภาคีคนพิการร่วมกันฟ้อง กทม. จัดสร้างลิฟต์และสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานตามกฎหมายบนระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส 23 สถานี ล่าช้ากว่า 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2559 ที่ควรจะทำให้แล้วเสร็จตามคำสั่งศาล

           จากกรณีที่ภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้และภาคีคนพิการ ร่วมกันฟ้องยื่นฟ้อง กทม. เมื่อปี 2550 จนกระทั่งศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2558 ให้ กทม. จัดทำลิฟต์และสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานตามกฎหมายในระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส สายแรกที่อยู่ในสัมปทานให้ครบทั้ง 23 สถานี ภายใน 1 ปี (ภายในวันที่ 21 มกราคม 2559) แต่จนถึงปี 2564 กทม. ก็ยังไม่สามารถดำเนินการสร้างลิฟต์และสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานให้แล้วเสร็จได้ โดยเป็นเวลากว่า 5 ปีแล้ว วันนี้ (15 กันยายน 2564) ศาลปกครองสูงสุดนัดฟังคำพิพากษา กรณีเรียกร้องค่าเสียหายที่ กทม. ไม่สามารถสร้างลิฟต์บนระบบรถไฟฟ้าบีทีเอสให้เสร็จภายใน 1 ปี

           นายสว่าง ศรีสม ผู้จัดการโครงการและแผนงานภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ หรือ Transportation For All (T4A) กล่าวว่า ศาลปกครองสูงสุดตัดสินให้ กทม. ซึ่งเป็นผู้ให้สัมปทาน รับผิดชอบค่าเสียหายให้แก่ผู้พิการที่ร่วมฟ้องกว่า 500 คนที่ได้รับความเสียหาย โดยต้องมีภูมิลำเนาใน กทม. หรือพิสูจน์ได้ว่าทำงาน/อยู่อาศัยใน กทม. และต้องใช้ขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ เป็นประจำ เป็นค่าชดเชยค่าเสียหายจำนวน 5,000 บาทต่อคน รวมดอกเบี้ย ร้อยละ 7 ต่อปี นับตั้งแต่ปี 2559 ที่ควรจะทำให้แล้วเสร็จ เป็นเวลา 5 ปี และให้กทม.จ่ายค่าชดเชยค่าเสียหายภายใน 6-7 วัน

           เนื่องจากศาลมองว่า กทม. พยายามแก้ไขปัญหามาโดยตลอด 5 ปี แต่ประสบปัญหาต่างๆ เช่น ถูกร้องเรียนจากชุมชนว่าลิฟต์บังหน้าร้าน หาที่สร้างลิฟต์ไม่ได้ ทำให้ล่าช้าเป็นเวลา 5 ปี รอบแรกเติมลิฟต์ให้หนึ่งฝั่งกับสถานีที่ไม่มีลิฟต์เลย ปัจจุบันเติมลิฟต์ให้ครบสองฝั่งกับสถานีที่มีลิฟต์ฝั่งเดียว ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ ศาลเห็นว่าผู้พิการที่อยู่ในกรุงเทพฯ ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถที่จะใช้ประโยชน์จากขนส่งสาธารณะได้ จึงต้องจ่ายค่าชดเชยค่าเสียหายให้กับผู้พิการ

            “ดีใจที่ชนะคดี เพราะทราบปัญหาของ BTS มาตั้งแต่ ปี 2538 เป็นเวลา 20 กว่าปีแล้วที่ต่อสู้เรียกร้องกันมา ช่วงแรกจะแพ้เป็นหลัก แต่หลังจากมีกฎหมายเรื่องคนพิการ จึงทำให้การต่อสู้มีน้ำหนักมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ทุกคนที่ได้รับค่าเสียหาย และได้ค่าเสียหายน้อยกว่าที่เรียกไป แต่ก็ประสบความสำเร็จ” นายสว่างกล่าว

             ผู้จัดการโครงการและแผนงานภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ กล่าวอีกว่า เมื่อปี 2550 ภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้และภาคีคนพิการ ร่วมกันฟ้องยื่นฟ้อง กทม. ให้จัดทำลิฟต์และสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานตามกฎหมายในระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส เนื่องจากขณะนั้นรถไฟฟ้าบีทีเอสมีลิฟต์เพียง 5 สถานี คือ หมอชิต สยาม สุขุมวิท อ่อนนุช แล้วก็ช่องนนทรี เท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอต่อการใช้งาน ผ่านไป 7 ปี ศาลก็ได้มีคำพิพากษาว่า กทม.ไม่ผิด เพราะตอนที่ กทม.เซ็นคำสั่งก่อสร้าง ยังไม่มีกฎหมายคนพิการ จึงแพ้คดีไป

            จนกระทั่งได้มีการอุทธรณ์อีก ปี 2558 ศาลปกครองสูงสุดก็ได้มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2558 ให้ กทม. จัดทำลิฟต์และสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานตามกฎหมายในระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส ให้แล้วเสร็จใน 1 ปี แต่ กทม. ดำเนินการล่าช้า ไม่เป็นตามระยะเวลาที่ศาลมีคำสั่งไว้ จึงไปยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด โดยในศาลปกครองชั้นต้นยกฟ้อง เนื่องจาก กทม.พยายามแก้ไขปัญหามาโดยตลอด ไม่ได้มีเจตนาที่จะละเลยที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล เพียงแต่ว่าประสบปัญหาต่างๆ ทำให้การติดตั้งล่าช้า จึงยื่นอุทธรณ์อีกครั้งต่อศาลปกครองสูงสุด ทำให้คนพิการที่ได้รับความเดือดร้อน ได้รับค่าเสียหายจาก กทม.ในที่สุด

พิมพ์ อีเมล

ธนบุรี บางพลัด ยื่นหนังสื่อเชิญชวนพรรรการเมืองร่วมคัดค้านสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว

TP.22.6.64.2

วานนี้ 22 มิย. 64 ศูนย์สิทธิผู้บริโภคเขตบางพลัด เข้ายื่นหนังสือกับดร.จักรพันธ์ พรมนิมิตร สส.พรรคพลังประชารัฐ และศูนย์สิทธิผู้บริโภคเขตธนบุรี เข้ายื่นหนังสือกับนายทรงวุฒิ จันทร์อำนวยโชค สส.พรรคก้าวไกล เพื่อเชิญชวนร่วมคัดคัานการต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว

ทั้งนี้จากแคมเปญผู้บริโภคกรุงเทพชวน สส. กทม. และพรรคการเมืองร่วมค้านต่อสัญญารถไฟฟ้าสายสีเขียวศูนย์สิทธิผู้บริโภคเขตสายไหม และชมรมคุ้มครองผู้บริโภคเขตคันนายาว ร่วมเสนอความเห็นว่า หากจะต่อสัญญาสัมปทานล่วงหน้าต้องใช้ราคา 25 บาท เท่านั้น และหากไม่ต่อสัญญาสัมปทาน ขอให้ใช้อัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียว 44 บาท ตลอดสายตามสิทธิของบริษัทในสัญญาสัมปทานนับแต่ปัจจุบันจึงปี พ.ศ. 2572 โดยมีการจัดเก็บค่าโดยสารเริ่มต้น 15 บาททั้งสัมปทานเดิมส่วนต่อขยายเดิมและส่วนต่อขยายใหม่ เพื่อยึดหลักการเข้าถึงและคำนึงถึงปัญหาความเดือดร้อนและภาระเกินสมควรของผู้บริโภค

46015

240504

พิมพ์ อีเมล

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จี้ ‘ศึกษาธิการ – คมนาคม’ เร่งจัดการปัญหารถรับส่งนักเรียนหวั่นอันตรายเกิดซ้ำ

school bus5

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เรียกร้อง ‘ศึกษาธิการ – คมนาคม’ เร่งจัดการปัญหารถรับส่งนักเรียนอันตราย ชี้ถึงเวลาเอาจริงหยุดผักชีโรยหน้า แก้ปัญหานักเรียนเจ็บตายบนท้องถนน พร้อมเสนอเพิ่มตัวชี้วัดจังหวัดหากเกิดเหตุซ้ำซากต้องลงโทษทันที

จากกรณีอุบัติเหตุรถสองแถวหกล้อรับส่งนักเรียนโรงเรียนดงบังพิสัยนวการนุสรณ์ เสียหลักพลิกคว่ำรับเปิดเทอมบริเวณสามแยกด้านหน้าทางเข้าโรงเรียน ตำบลดงบัง อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2564 ทำให้มีเด็กนักเรียนบาดเจ็บกว่า 37 คน อาการสาหัสอีก 4 คนนั้น

คงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ประสานงานโครงการขนส่งมวลชนที่ปลอดภัยและเป็นธรรม มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า สถานการณ์อุบัติเหตุรถรับส่งนักเรียนในปีนี้มีความรุนแรงมากกว่าปีที่ผ่านมา จากข้อมูลการเฝ้าระวังสถานการณ์รถรับส่งนักเรียนไม่ปลอดภัย โดยศูนย์วิชาการความปลอดภัยทางถนน และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคระบุว่า เพียง 6 เดือนแรกของปี 2564 (มกราคม-มิถุนายน) เกิดอุบัติเหตุรถรับส่งนักเรียนมากถึง 8 ครั้ง มีนักเรียนบาดเจ็บมากถึง 134 คน และเสียชีวิต 2 คน เกือบทั้งหมดมีสาเหตุจากความประมาทของผู้ขับรถรับส่งนักเรียน และสภาพรถรับส่งนักเรียนที่ไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะกรณีล่าสุดที่จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งนอกจากจะมีสาเหตุจากการขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสแล้ว ยังพบว่ารถคันดังกล่าววิ่งรับส่งนักเรียนโดยไม่ได้ขออนุญาตเป็นรถรับส่งนักเรียน รวมถึงสภาพรถยังไม่มั่นคงแข็งแรง กล่าวคือ โครงสร้างรถที่ส่วนควบกระเด็นออกจากตัวรถไม่สามารถป้องกันแรงกระแทกให้กับนักเรียนที่โดยสารมาได้ ส่วนนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นักเรียนได้รับบาดเจ็บรุนแรงมากขึ้น นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการปล่อยให้นักเรียนนั่งบนหลังคารถเป็นทั้งสิ่งที่ผิดกฎหมายและเป็นอันตรายร้ายแรงสูงสุดที่ต้องห้ามโดยเด็ดขาด

ผู้ประสานงานโครงการขนส่งมวลชนที่ปลอดภัยและเป็นธรรม กล่าวอีกว่า จากเหตุการณ์ข้างต้นจึงต้องการเรียกร้องให้โรงเรียนและขนส่งจังหวัดแสดงความรับผิดชอบ เนื่องจากปล่อยให้มีการใช้รถที่ผิดกฎหมายมารับส่งนักเรียนจนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุ อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญที่ตอกย้ำความเสี่ยงของนักเรียนทุกวันนี้ คือ รัฐขาดความจริงใจในการแก้ไขปัญหา ที่ผ่านมารัฐมุ่งแต่ออกกฎระเบียบให้ทำตามแต่ไม่มีการประเมินว่าระเบียบปฏิบัติตามได้หรือไม่ อีกทั้งรัฐยังไม่มีข้อมูลตัวเลขจำนวนรถรับส่งนักเรียนที่แท้จริง เพราะยังมีผู้ประกอบการจำนวนมากที่ไม่นำรถมาขึ้นทะเบียนกับสำนักงานขนส่งแต่ละจังหวัด นอกจากนี้ บุคลากรที่เกี่ยวข้อง เช่น ครู ผู้ปกครอง นักเรียน หรือคนขับรถรับส่งนักเรียน ต่างยังขาดความเข้าใจและแรงสนับสนุนองค์ความรู้ที่ถูกตรงเกี่ยวกับการจัดการระบบรถรับส่งนักเรียนให้มีความปลอดภัย
“อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ นั้นสะท้อนปัญหาที่เกิดจากการใช้รถรับส่งนักเรียนที่ไม่ได้มาตรฐาน ระบบการจัดการ และการกำกับที่ขาดประสิทธิภาพ รวมถึงนโยบายการศึกษาที่ทำให้นักเรียนต้องเดินทางไกลขึ้น ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งเสริมความเสี่ยงของนักเรียนจากรถรับส่งนักเรียนที่ไม่ปลอดภัย” คงศักดิ์ กล่าว
ทั้งนี้ จากปัญหาที่เกิดขึ้นมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคขอเรียกร้องกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงคมนาคมในฐานะหน่วยงานที่กำกับมาตรฐานความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียนต้องแสดงความรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น พร้อมทบทวนมาตรการกำกับความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียนขั้นสูงสุด ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพื่อหยุดปัญหาลดเจ็บตายบนท้องถนนกับการเดินทางของนักเรียน พร้อมเสนอเพิ่มตัวชี้วัดจังหวัด หากเกิดเหตุซ้ำซากต้องลงโทษทันที เพราะมีการสูญเสียกันมามากพอแล้ว

ข้อเสนอต่อมาตรการรถรับส่งนักเรียนปลอดภัย มีดังนี้
          1. ขอให้กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายให้โรงเรียนต้องกำหนดยุทธศาสตร์และแผนความปลอดภัยเพื่อการเดินทางของนักเรียน เพื่อเป้าหมายความปลอดภัยสูงสุดของนักเรียนที่ต้องเดินทางด้วยรถรับส่งนักเรียน
         2. ขอให้กระทรวงศึกษาธิการกำหนดบทบาทให้โรงเรียนเป็นจุดจัดการงานรถรับส่งนักเรียนปลอดภัย โดยมีภารกิจสนับสนุนองค์ความรู้ และแนวทางการจัดการรถรับส่งนักเรียนปลอดภัยให้กับครูและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งแนวทางติดตามประเมินผลการปฏิบัติการในทุกภาคเรียนการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาเป็นข้อมูลประกอบการทบทวนมาตรการให้เหมาะสมต่อไป
        3. ขอให้กระทรวงศึกษาธิการสนับสนุนนโยบายให้รัฐเป็นผู้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการเดินทางของนักเรียน โดยถือว่าหนึ่งในสวัสดิการด้านการศึกษาที่รัฐต้องจัดให้ เพื่อให้เด็กทุกคนได้มีโอกาสเข้าถึงระบบการศึกษาที่เป็นบริการของรัฐได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
        4. ขอให้กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงคมนาคม บูรณาการความร่วมมือเพื่อปรับปรุงข้อกฎหมายหรือระเบียบปฏิบัติ และข้อมูลของสองหน่วยงานให้มีความสอดคล้องกันสามารถใช้ปฏิบัติได้จริง และกำหนดการเดินทางที่ปลอดภัยของนักเรียนให้เป็นแผนงานหลักของหน่วยงานระดับจังหวัด เช่น สำนักงานขนส่งจังหวัด หรือ โรงเรียน เป็นต้น
       5. ขอให้ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนมีมาตรการให้ทุกจังหวัดต้องมีแผนยุทธศาสตร์หรือคณะทำงานด้านความปลอดภัยของรถรับส่งนักเรียน โดยให้กำหนดโครงสร้างการเน้นการมีส่วนร่วมของคนทำงานที่ประกอบด้วย หน่วยงานท้องถิ่น นักวิชาการ และเครือข่ายผู้บริโภค เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดของนักเรียนที่ต้องเดินทางด้วยรถรับส่งนักเรียน และกำหนดตัวชี้วัดด้านความปลอดภัยการเดินทางของนักเรียน หากจังหวัดใดเกิดเหตุซ้ำซากต้องมีมาตรการลงโทษโดยทันที

พิมพ์ อีเมล

ชวนพรรคก้าวไกลร่วมคัดค้านต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว

bangkrae ffc

ศูนย์สิทธิผู้บริโภคเขตบางแค พบสส.พรรคก้าวไกลชวนร่วมคัดค้านการต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว

ข่าวเครือข่ายผู้บริโภคกรุงเทพมหานคร I> วันนี้ (11 มิย. 64) ที่ทำการพรรคก้าวไกล นางวรวรรณ ทัพกระจาย และตัวแทนศูนย์สิทธิผู้บริโภคเขตบางแค ได้เข้ายื่นหนังสือถึงหัวหน้าพรรคก้าวไกล โดยมี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.กทม.เขตบางแค เป็นผู้รับหนังสือ เพื่อเชิญชวนพรรคก้าวไกล ร่วมแสดงจุดยืนค้านการต่อสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว และการขึ้นราคาค่ารถโดยสารที่ไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภคของกรุงเทพมหานคร เพื่อไม่ให้ ครม.นำเรื่องนี้เข้าพิจารณา โดยที่ยังไม่มีความชัดเจนของกรุงเทพมหานครที่จะแก้ไขนี้ หรือมีทางออกอื่นอย่างไรนอกจากขยายสัมปทานให้เอกชนเพื่อปลดหนี้แสนล้านของกรุงเทพมหานครเพียงอย่างเดียว

ทั้งนี้จากแคมเปญผู้บริโภคกรุงเทพชวน สส. กทม และพรรคการเมืองร่วมค้านต่อสัญญารถไฟฟ้าสายสีเขียว ศูนย์สิทธิผู้บริโภคเขตบางแค เสนอความเห็นว่า หากจะต่อสัญญาสัมปทานล่วงหน้าต้องใช้ราคา 25 บาท เท่านั้น และหากไม่ต่อสัญญาสัมปทาน ขอให้ใช้อัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียว 44 บาท ตลอดสายตามสิทธิของบริษัทในสัญญาสัมปทานนับแต่ปัจจุบันจึงปี พ.ศ. 2572 โดยมีการจัดเก็บค่าโดยสารเริ่มต้น 15 บาท ทั้งสัมปทานเดิมส่วนต่อขยายเดิมและส่วนต่อขยายใหม่ เพื่อยึดหลักการเข้าถึงและคำนึงถึงปัญหาความเดือดร้อนและภาระเกินสมควรของผู้บริโภค

พิมพ์ อีเมล

บทความใกล้เคียงกัน