บริการสุขภาพ

เมื่อฉันถูกสลายม็อบ

นายกรัฐมนตรีให้คำมั่นสัญญาเมื่อ 22 พฤศจิกายน 2553 ณ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ว่า จะนำร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข เข้าสภาฯในเดือนกุมภาพันธ์ 2554 อย่างแน่นอน  ดังนั้นวันพฤหัสบดีที่ 24 กุมภาพันธ์ 2554 จึงเป็นวันที่ฉันตื่นเต้นดีใจว่าจะได้ประกาศเลิกเครือข่ายฯ เสียทีเพราะช่วยเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด  และฉันเห็นใจทั้งคนไข้และบุคคลากรทางการแพทย์ที่ทุกข์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ฉันจึงเฝ้าติดตามดูการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรอย่างใจจดใจจ่อ  สุดท้ายก็ต้องผิดหวังเนื่องจากนายกรัฐมนตรีไม่ได้ทำตามสัญญาและไม่มีคำชี้แจงใด ๆ

ฉันตัดสินใจเก็บข้าวของเสื่อผืนหมอนใบถุงนอนพร้อมยากันยุง ไปปักหลักพักค้างอยู่ที่บริเวณหน้ารัฐสภาคนเดียว  ตั้งแต่บ่ายโมงของวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554 เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีหยิบยกร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ  เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ตามที่เคยให้คำมั่นสัญญาเอาไว้  ฉันประกาศด้วยว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหารเงินกองทุน  และจะประกาศเลิกเครือข่ายทันทีที่พรบ.มีผลบังคับใช้

ฉันไม่ได้อยากเป็นฮีโร่หรือต้องการเด่นดัง แต่ฉันทำในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่สู้และนอนกับปัญหามานานร่วม 20 ปี  แต่ถ้าในฐานะประธานเครือข่ายแล้วฉันเห็นว่า เพื่อนแต่ละคนพิกลพิการน่าเวทนามาก็ลำบาก เงินทองเราก็ไม่มีมิหนำซ้ำเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ฉันจึงคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของคนไทยทุกคนที่มีสิทธิเป็นคนไข้และมีสิทธิได้รับความเสียหายดังนั้นใครจะไปร่วมกับฉันหรือไม่นั้นไม่มีสิทธิบังคับใครได้   ฉันไม่โทรเรียกเพื่อนแต่เมื่อเขารู้เขาบอกต่อกันไป ฉันบอกว่าไม่ต้องให้เพื่อนโทรหาพี่  ในส่วนของพี่ถือว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องทำเพื่อสังคมจนวันสุดท้ายของการประชุมสภา  หากไม่ได้พี่จะไม่เสียใจเพราะได้ทำเต็มที่แล้ว

เมื่อเพื่อน ๆ บอกต่อกันไปน้องขวัญคนที่เคยโกนหัวประท้วงรัฐบาลกับฉัน  ได้หอบข้าวของพาน้องแชมป์ลูกชายอายุสองขวบครึ่งที่พิการสมองฝ่อจากการที่แพทย์จ่ายยาห้ามใช้ในหญิงมีครรภ์ ไปร่วมนั่งกับฉัน   วันนั้นแดดร้อนมากฉันบอกให้ขวัญพาลูกกลับกลัวน้องแชมป์ไม่สบายแต่ขวัญก็ยืนยันจะอยู่เป็นเพื่อนฉัน  ขวัญบอกว่ามันไม่ได้ร้อนเท่าความทุกข์ที่อัดแน่นในหัวใจของเรานะพี่อุ้ย พี่อุ้ยไม่ได้ทุกข์คนเดียวพวกหนูทุกข์ด้วย   ฉันกับน้องขวัญเราเคยโกนผมประท้วงรัฐบาลด้วยกัน คืนแรกเรานอนกันตามมีตามเกิดใกล้สว่างฝนตกหนักมากจนเราเปียกปอน  แต่เราสองคนไม่เคยหวั่นก็แค่เปียกเช็ดเอาเดี๋ยวเดียวก็แห้ง

แต่ไม่สามารถจะปักหลักพักค้างได้อีกต่อไป เนื่องจากเมื่อเวลาประมาณห้าทุ่มเศษของคืนวันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2554 ขณะที่ดิฉันกับเพื่อนกำลังนอนหลับอยู่ ได้มีพล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ได้นำกำลังตำรวจร่วมหนึ่งร้อยนายไปทำการรื้อป้ายและเต๊นท์ที่พักของดิฉันกับเพื่อนผู้เสียหายซึ่งนอนปักหลักพักค้างด้วยกันจำนวน 3 คนและเด็กหนึ่งคนออก  โดยให้เหตุผลว่าเป็นพื้นที่ห้ามชุมนุมตามกฎหมาย โดยปิดพื้นที่ห้ามบุคคลภายนอกเข้าไปยังบริเวณที่ที่ดิฉันและเพื่อนนอนอยู่  จึงทำให้ดิฉันไม่สามารถดำเนินการชุมนุมเรียกร้องต่อไปได้ขณะที่เพื่อนผู้เสียหายจากจังหวัดต่าง ๆ ที่ทะยอยกันเดินทางมาร่วมชุมนุมต่างต้องเดินทางมาเก้อ

ปกติฉันทำตัวเป็นพลเมืองดีไม่เคยทำอะไรผิดกฎหมาย ฉันทราบดีว่าหน้ารัฐสภาเป็นพื้นที่ห้ามชุมนุมตามพรบ.ความมั่นคง  แต่ในเมื่อคำสัญญาของคนเป็นนายกรัฐมนตรีเชื่อไม่ได้  ฉันจึงคิดว่ากฎระเบียบอะไรในประเทศนี้ก็คงไร้ความหมาย ฉันจึงตัดสินใจไปนอนค้างที่หน้ารัฐสภาเพื่อทวงสัญญาและให้นายกรัฐมนตรีออกมาชี้แจง  เรานอนกันเพียงสามคนกับเด็กพิการอายุสองขวบอีกหนึ่งคนและเราเชื่อว่าการชุมนุมของเราไม่ใช่การชุมนุมทางการเมืองคงไม่มีใครมาไล่  เรามีความหวังว่านายกรัฐมนตรีจะเห็นใจในความทุกข์ยากของประชาชนโดยเฉพาะพวกเราที่พิกลพิการและแวะมาเยี่ยมเราในวันที่ท่านเดินทางมาประชุมสภาฯ ในวันพุธและพฤหัสบดีหน้า และหากมีคำตอบที่พอใจเราก็จะเดินทางกลับเพราะกินนอนข้างถนนนั้นมีแต่ความยากลำบาก

แต่ความหวังของเราก็พังครืนในวันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ ตำรวจมาขอคืนพื้นที่ให้ย้ายไปนอนบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า แต่ฉันกับเพื่อนปฏิเสธขอเนื่องจากเรามีคนไข้ที่พิการไม่แข็งแรงจะให้ไปนอนตากแดดที่ร้อนมากคงไม่ได้  เราให้เหตุผลว่าบริเวณหน้าสภามีร่มไม้พอบังแดดให้เราได้บ้าง  เมื่อเราปฏิเสธตกดึกเวลาก่อนเที่ยงคืนพล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพนำตำรวจประมานหนึ่งร้อยนายมารื้อเต้นท์ถอดป้ายด้วยอารมณ์โกรธโมโหฉุนเฉียวขู่ตะคอก การปิดถนนหัวท้ายทำให้ไม่มีใครสามารถเข้าไปหาฉันได้  สุดท้ายข้าวของของเราถูกขนย้ายไปที่สน.ดุสิต  ฉันเรียกเพื่อนให้ไปรับเราตระเวนหารถรับจ้างไปขนข้าวของกลับถึงบ้านตีสี่   ฉันไม่ได้เสียใจในทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ทำลงไป ฉันไม่เสียใจที่คนที่ฉันเคยรักคือนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจะสามารถทำกับคนที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์มาตลอดชีวิตอย่างฉันได้  แต่ฉันเสียใจที่ท่านทำกับเพื่อนผู้เสียหายของฉันทำกับพวกเขาผู้ซึ่งมีแต่ความทุกข์ครอบครัวพังพินาศและหวังจะพึ่งท่าน  การสั่งให้พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพปฏิบัติกับฉันเหมือนเป็นเศษมนุษย์  ฉันแทบไม่เชื่อว่าท่านจะทำได้ลงกับผู้หญิงและเด็กที่พิการ   การที่ท่านบอกว่าเห็นอกเห็นใจชาวบ้าน แต่การกระทำของรัฐบาลนั้นจริงจังกับเสียงต่อต้านของแพทย์จน ละเลยเสียงที่ทุกข์ยากของประชาชนแม้จะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง  ทำให้เหตุการณ์บานปลายสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจไม่มีที่สิ้นสุด

พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ พูดว่า “ลุก ๆ เก็บของทำอย่างนี้ได้ไง พื้นที่ต้องห้ามไม่รู้หรือไงไอ้พวกชอบสร้างความเดือดร้อน พวกนี้พูดดีด้วยก็ไม่รู้เรื่องแล้วก็บอกว่าการศึกษาสูงกฎหมายบ้านเมืองไม่เคารพ คิดหรือว่ามาอยู่อย่างนี้แล้วเขาจะมองคุณ เขาไม่สนใจพวกคุณหรอกเขาเป็นผู้ใหญ่ ผมไม่ใช้กำลังกับพวกคุณก็ดีแล้ว เขาพูดถึงอุ้ยที่กำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าและเก็บข้าวของอยู่ในเต็นท์ว่า  เอ้า..ออกมาไม่ออกมา  เดี๋ยวจะให้ลูกน้องไปลากคุณออกมาแล้วจะตั้งข้อหาให้ ผมจะลากคุณขึ้นรถตู้แล้วตั้งขอหาให้  น้องขวัญซึ่งอุ้มลูกอยู่ก็พูดว่า ท่านรู้ไหมคะท่านพูดแบบนี้เหมือนผัวหนูที่บ้านมันด่าหนูและไล่หนูออกจากบ้านเลย  มันพูดมันทำเหมือนที่ท่านทำกับพวกหนูอย่างนี้แหละ  พล.ต.ต.วิชัยฯ ยื่นเงินให้น้องขวัญ 3 พันบาทว่าเอาเงินไปซื้อนมให้ลูกแล้วกลับไปนอนบ้าน คุณทำงานอะไร อาชีพอะไร  น้องขวัญบอกว่าเรามาขอความเป็นธรรมไม่ได้มาขอเงินขอนั่งอยู่ก่อน  พล.ต.ต.วิชัยฯ พูดว่าคุณจะนั่งเป็นปีเขาก็ไม่สนใจ พวกคุณสู้เขาไม่ได้หรอก ชอบสร้างแต่ความเดือดร้อน  ทำให้อดหลับอดนอนมาปฏิบัติหน้าที่   อุ้ยก็เลยถามไปว่าจะให้ไปสน.ดุสิตจะจับเราข้อหาอะไร  ตำรวจหญิงจะเข้ามาจับตัวอุ้ยไปขึ้นรถ น้องขวัญเลยเข้ามากอดอุ้ยเราร้องไห้ดัง ๆ พอเขารื้อเต็นท์เสร็จก็พบว่ามีแต่ผู้หญิงสองคนกับเด็ก  และพี่ขันติพงษ์ซึ่งนอนเป็นเพื่อนอีกหนึ่งคนเท่านั้น และเราก็ไม่ได้เป็นพวกซ่องสุมอาวุธใด ๆ เลย  อุ้ยถามพล.ต.ต.วิชัยฯ ว่าทำไมท่านถึงเกลียดหนูมากขนาดนี้หนูไปทำอะไรให้ท่านทำไมไม่พูดกับหนูดี ๆ  ผู้หญิงแค่สองคนแต่ท่านนำตำรวจมาเป็นร้อย (พล.ต.ต.วิชัยฯ ทำกับอุ้ยและน้องขวัญเหมือนเป็นเราเป็นฆาตกรคดีร้ายแรงและอุจฉกรรจ์  ทุกสิ่งทุกอย่างที่เล่ามาลูกน้องพล.ต.ต.วิชัยได้บันทึกภาพรวมทั้งวิดีโอเอาไว้หมด   แต่ชาวบ้านอย่างเราจดจำฝังใจทุกกิริยาอาการและวาจาที่ท่านพูดกับผู้หญิงได้แม้จะไม่ได้บันทึกวิดิโอก็ตาม  ยืนยันด้วยเกียรติของลูกผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำแต่ความถูกต้องด้วยความซื่อสัตย์สุจริตมาโดยตลอด)

สุดท้ายดิฉันและเพื่อนจึงให้ตำรวจนำข้าวของไปไว้ที่สน.ดุสิตและเราให้ตำรวจเรียกแท็กซี่ให้นั่งตามไป  เวลาขณะนั้นก็ราว ๆ ตีหนึ่งเราไม่มีรถขนข้าวของ  ขอตำรวจขับไปส่งเขาบอกว่าต้องไปตั้งด่านและต้องรอตีสอง  เราจึงตระเวณหารถรับจ้างจนตีสามกว่าจึงจะได้รถไปขนข้าวของ  ถึงบ้านประมานตีสี่กว่า

ฉันต่อสู้กับความอยุติธรรมมาทุกรูปเดือนหน้าจะครบ 20 ปี  พยายามอดทนต่อสู้ด้วยความเสียสละไม่เคยมีผลประโยชน์ใด ๆ มาเกี่ยวข้องเพียงหวังจะให้คนไข้ไทยที่ได้รับความเสียหายได้รับความเป็นธรรมและได้รับความปลอดภัยเท่านั้น ไม่เคยคิดทำลายวงการแพทย์ตามที่ถูกกล่าวหาให้ร้ายแต่ประการใด  แต่สิ่งต่าง ๆ ที่ได้รับการปฏิบัติใครก็ได้ในสังคมช่วยบอกทีว่าฉันควรจะทำอย่างไรและรู้สึกอย่างไร?

 

พิมพ์ อีเมล

บทความใกล้เคียงกัน