ภาคประชาสังคมเพื่อการเข้าถึงยา ฝากบอก กรมทรัพย์สินทางปัญญาคิดและทำให้เป็นอิสระจากผลประโยชน์ก่อน แล้วค่อยคิดเรื่องการเป็นองค์กรมหาชน

(กรุงเทพฯ/26 ก.ค.) กรมทรัพย์สินทางปัญญา จะเสนอแผนงานให้รมต.พาณิชย์คนใหม่ผลักดันกรมทรัพย์สินทางปัญญาออกจากระบบราชการไปเป็นองค์กรมหาชน ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพาณิชย์เพื่อให้การทำงานคล่องตัวมากขึ้น แก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากร โดยอ้างว่าเพราะกรมทรัพย์สินฯมีรายได้เลี้ยงตัวเองได้นั้น

นายนิมิตร เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ และกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เห็นว่า จริงอยู่ การเป็นองค์กรมหาชนทำให้หน่วยงานมีความคล่องตัวในการทำงานมากขึ้น แต่ความคล่องตัวหรืออิสระในการทำงานนั้น ควรต้องหมายถึงความเป็นอิสระทั้งจากนักการเมือง กฎระเบียบและโลกทัศน์ที่คับแคบของระบบราชการ และที่สำคัญต้องเป็นอิสระจากผลประโยชน์ของบริษัทที่เข้ามาจดทรัพย์สินทางปัญญาด้วย

 

“แต่จากการทำงาน ผลงานของกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่ผ่านมา รวมทั้งคำให้สัมภาษณ์ล่าสุดของอธิบดีฯ แสดงให้เห็นแต่ด้านที่กรมฯทำให้ตัวเองอยู่รอด ไม่ได้แสดงวิสัยทัศน์ที่จะปกป้องผลประโยชน์ของคนสองฝั่ง คือทั้งผู้ทรงสิทธิและสาธารณชนอย่างไร เพราะ การหารายได้เลี้ยงตัวเองได้มาก ในที่สุดจะมาจากการเร่งจดทรัพย์สินทางปัญญาต่างๆ ทั้งสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ฯลฯ ให้ได้จำนวนมากๆอย่างไม่รอบคอบ ทั้งที่เป้าหมายอีกด้านที่กรมฯต้องทำคือ สร้างความสมดุลย์ โดยทรัพย์สินทางปัญญาเหล่านั้นจะต้องมีคุณภาพเพียงพอต่อสังคมจึงจะได้สิทธิผูกขาดไป และจะต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาหรือการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของคน”

 

ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ที่ทำงานด้านการเข้าถึงยามาอย่างยาวนาน กล่าวว่า ณ เวลานี้ บทบาทของกรมทรัพย์สินฯยังไม่เป็นที่น่าพึงพอใจ ยังไม่เห็นว่าเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพมากพอ และยังมีความน่าเคลือบแคลงมากว่า ยังเป็นหน่วยราชการที่เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาสั่งได้-ประเทศพัฒนาแล้วกดดันได้

“เมื่อไม่นานมานี้ มีรายงานข่าวระบุว่า บริษัท ติลลิกีแอนด์กิบบินส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่ง เป็นตัวแทนของบริษัทยาข้ามชาติจำนวนมากได้ ยื่นหนังสือถึงกรมทรัพย์สินทางปัญญาให้ทบทวนคำสั่งปฏิเสธข้อถือสิทธิการใช้ ยาเพื่อเตรียมเป็นเภสัชภัณฑ์ที่ได้มีการปฏิเสธก่อนหน้านี้ทั้งหมด ทั้งที่เป็นคำวินิจฉัยที่เป็นบรรทัดฐานของคณะกรรมการสิทธิบัตร ปรากฏว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาแทนที่จะส่งให้คณะกรรมการสิทธิบัตรพิจารณา กลับส่งให้ ‘คณะอนุกรรมการสิทธิบัตร สาขาเคมี’ ซึ่งมีประธานซึ่งมีผู้ใกล้ชิดทำงานให้กับบริษัทยาข้ามชาติชี้ขาดว่า คำวินิจฮัยของคณะกรรมการสิทธิบัตรไม่เป็นบรรทัดฐาน แล้วจะให้สาธารณชนไว้วางใจได้อย่างไร

นอกจากนี้ ในการแก้ไข พรบ.สิทธิบัตร กรมทรัพย์สินทางปัญญายังตั้งกรรมการจำนวนมากจากฝ่ายผู้ทรงสิทธิบัตรและที่ปรึกษากฎหมายของบริษัทยาข้ามชาติ โดยที่ไม่มีตัวแทนจากเครือข่ายผู้ป่วย หรือผู้บริโภคที่ทำงานเรื่องนี้มาโดยตลอด ดังนั้น กรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงควรตั้งต้นจากการเริ่มหัดคิดและทำให้เป็นอิสระจากผลประโยชน์เสียก่อน จึงค่อยคิดเรื่องการเป็นองค์กรมหาชนที่อาจดีแค่เรื่องการจัดการ แต่อาจส่งผลเสียหายในระยะยาว ตัวแทนภาคประชาสังคมไทยด้านการเข้าถึงยาทิ้งท้าย

 

พิมพ์ อีเมล

บทความใกล้เคียงกัน