ร้องทุกข์หนึ่งครั้ง ดีกว่าบ่นพันครั้ง
Don't just complain, file a complaint.

ประชาชน-รัฐ ร่วมมือตั้งสภาผู้บริโภค จ.สุรินทร์

      

NE.Pic001

        วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๑ ห้องจิตบำรุง โรงแรมเพชรเกษม อ.เมือง จ.สุรินทร์ เครือข่ายองค์กรผู้บริโภคภาคอีสานร่วมกับมูลนิธิชุมชนอีสาน จัดงานเวทีสภาผู้บริโภคจังหวัดสุรินทร์ครั้งที่ ๑ ซึ่งมีผู้เข้าร่วม จำนวน ๕๐ คน จากหน่วยงานภาครัฐจาก สสจ ,คปภ., กฟภ โรงเรียนศรีขรภูมิพิสัย และภาคประชาชน จากพระภิกษุเครือข่ายศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชน เครือข่ายครอบครัวเดี่ยว เครือข่ายสภาองค์กรชุมชน   เครือข่ายสื่อ ตลาดเขียว กลุ่มคนรักสุขภาพ มูลนิธิเพื่อสุขภาพชุมชน ผู้ประสบปัญหาจากการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์ปัญหาผู้บริโภคในพื้นที่ การสร้างความร่วมมือกับภาครัฐในการขับเคลื่อนงานคุ้มครองผู้บริโภคในจังหวัดสุรินทร์และการขับเคลื่อนงานทางนโยบาย

       นางสาวสัญญา ทิพย์บำรุง ผู้ประสานงานการจัดงานในวันนี้กล่าวว่า การประชุมวันนี้ผู้เข้าร่วมมาจากหลากหลายเครือข่ายทั้งรัฐ ประชาชน เพื่อความร่วมมือในการทำงานคุ้มครองผู้บริโภคในจังหวัดสุรินทร์เชื่อมการทำงานกับขบวนงานผู้บริโภคภาคอีสานและระดับประเทศคาดหวังว่าคงเห็นภาพการทำงานผู้บริโภคว่าทำอะไรบ้าง แผนการขับเคลื่อนงานผู้บริโภคใน จ.สุรินทร์ ที่ผ่านมาในพื้นที่สุรินทร์มีการทำงานด้านเฝ้าระวังรถโดยสารปลอดภัย การร่วมมือกับสำนักงานขนส่งจังหวัดสุรินทร์และโรงเรียนศรีขรภูมิพิสัยในการทำเรื่องรถโรงเรียนปลอดภัย มีการอบรมให้กับนักเรียน คนขับรถรับส่งนักเรียนเป็นพื้นที่ต้นแบบที่จะขยายผลต่อสถานศึกษาอื่นๆ อีกทั้งเรื่องการเช่ารถไปทัศนะศึกษาอย่างไรให้ปลอดภัยโดยการนำเอามาตรสัญญาไปใช้ในหน่วยงานต่างๆนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการบริการรถโดยสารสาธารณะเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายประเด็นผู้ริโภคด้านอื่นต่อไป

     นางสุกานดา พูนดี จากบ้านตาแสง ต.กระแสง อ.เมือง จ.สุรินทร์ เป็นบุคคลหนึ่งที่เข้าร่วมงานครั้งนี้กล่าวว่า ตนเองประสบปัญหาด้านที่อยู่อาศัยจากการที่ภาครัฐประกาศพื้นที่โคกสามสายเป็นพื้นที่สาธารณะซึ่งชาวบ้านอยู่อาศัยมาตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ ถูกฝ่ายรัฐไล่ออกเมื่อปี ๒๕๒๕ มีการไปร้องเรียนต่อภาครัฐแต่ไม่มีความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหา จนถูกฟ้องขับไล่และชาวบ้านมีการรวมตัวกัน ล่าสุดศาลพิพากษาให้กลุ่มชาวบ้านชนะคดีและอยู่อาศัยต่อไป ปัจจุบันมีผู้อยู่อาศัย ๔๗ ครอบครัว แต่ยังขาดไฟฟ้า วันนี้ได้นำเสนอปัญหานี้ให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสุรินทร์เพื่อให้การไฟฟ้าได้ขยายเขตไฟเข้าไปในชุมชนและคงจะร่วมขับเคลื่อนงานผู้บริโภคต่อไป

     ทางด้านนายปฏิวัติ เฉลิมชาติ ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้บริโภคภาคอีสาน กล่าวว่า การเคลื่อนงานผู้บริโภคในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์นั้นมีเครือข่ายที่ดำเนินการอยู่แล้วเช่น ศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชน การเฝ้าระวังรถโดยสารสาธารณะปลอดภัยและมีกลุ่มผู้ประสบอุบัติเหตุจากรถโดยสารเพียงแต่วันนี้มาหารือกันเพื่อให้งานคุ้มครองผู้บริโภคในจังหวัดให้เป็นขบวนเห็นภาพการเคลื่อนและความร่วมมือจากภาครัฐ ประชาชนในระดับจังหวัดโดยมีการเชื่อมกับภาคและระดับประเทศ ที่ประชุมวันนี้มีการระดมความคิดเห็นเพื่อกำหนดประเด็นการทำงานโดยมีมติที่จะดำเนินงานด้านอาหาร ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ อาหารปลอดภัยในโรงพยาบาล รถโดยสารสาธารณะปลอดภัยและการเงินการธนาคาร ตามลำดับ   นายปฏิวัติกล่าวอีกว่ายังมีงานระดับนโยบายที่ต้องขับเคลื่อนคือการผลักดันกฎหมายองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ปัจจุบันในรัฐธรรมนูญมาตรา ๔๖ เรื่องการให้มีสภาผู้บริโภคแห่งชาติเพื่อยกระดับพัฒนางานคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศไทยให้ก้าวหน้าต่อไป

 

NE.Pic002     NE.Pic003    NE.Pic004

พิมพ์ อีเมล

ซัด ‘คลัง’ ถอยหลังเข้าคลอง 16 ปี ยัน ปชช.ร่วมจ่ายผ่าน ‘ระบบภาษี’ ทางตรง-อ้อมแล้ว

hf001

กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ อัดแนวคิดกระทรวงการคลังรีดค่ารักษาพยาบาลจากคนรายได้เกิน 1 แสน ที่ใช้สิทธิบัตรทอง เข้าข่ายถอยหลังเข้าคลองกลับไปเมื่อ 16 ปีที่แล้ว ยืนยันไม่ควรมีใครต้องร่วมจ่าย เพราะหลักประกันสุขภาพเป็นสิทธิของคนทุกคน

น.ส.สุภัทรา นาคะผิว กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวถึงแนวคิดของกระทรวงการคลังที่ต้องการลดภาระงบประมาณของประเทศด้วยการให้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) เฉพาะผู้มีรายได้ไม่ถึงปีละ 1 แสนบาทเท่านั้น ส่วนผู้ที่มีรายได้เกิน 1 แสนบาท ให้ร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลในอัตรา 10-20 % โดยระบุว่า เป็นแนวคิดที่ถอยหลังเข้าคลองกลับไปมากถึง 16 ปี

น.ส.สุภัทรา กล่าวว่า เจตนารมณ์และหลักการของระบบหลักประกันสุขภาพคือการให้หลักประกันอย่างถ้วนหน้ากับคนทุกคนโดยไม่เลือกว่าใครจะเป็นผู้ยากดีมีจนอย่างไร เพราะหลักประกันสุขภาพเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรจะมี และที่ผ่านมาทุกคนก็ร่วมจ่ายผ่านระบบภาษีแล้ว ซึ่งนับว่าเป็นการร่วมจ่ายก่อนป่วยไปแล้ว

น.ส.สุภัทรา กล่าวว่า เรื่องสุขภาพเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน วันนี้รวยอยู่ดีๆ แต่หากเกิดป่วยด้วยโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง พรุ่งนี้ก็อาจจะกลายเป็นคนจนทันที                          ดังนั้นการแยกแยะความมีความจนจึงไม่ใช่สาระสำคัญ และการมีแนวคิดเช่นนั้นถือเป็นแนวคิดที่ถอยหลังกลับไปสู่ระบบการสงเคราะห์ผู้ยากไร้ ซึ่งเราก้าวข้ามมาแล้วตั้งแต่ปี 2545 จนมี พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ขึ้น ฉะนั้นการดำเนินการดังกล่าวจะยิ่งนำมาซึ่งความเหลื่อมล้ำในระบบสุขภาพมากยิ่งขึ้น

“ในเมื่อวันนี้ทุกคนร่วมจ่ายผ่านระบบภาษีเพื่อให้ได้มาซึ่งระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า นั่นหมายความว่าคนที่มีสตางค์ก็ยิ่งควรได้สิทธิขั้นพื้นฐานนี้ เพราะคนที่รวยจ่ายภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งหากดูจากต่างประเทศ คนที่จ่ายภาษีมีสิทธิที่จะระบุหรือเลือกด้วยซ้ำว่าจะให้เอาภาษีเขาไปทำอะไร ดังนั้นวิธีคิดที่ว่าเป็นคนรวยแล้วรัฐไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบนั้น เป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง” น.ส.สุภัทรา กล่าว

น.ส.สุภัทรา กล่าวต่อไปว่า หากกระทรวงการคลังมีแนวคิดที่จะเก็บเงินค่ารักษาพยาบาล ก็ต้องเก็บจากผู้ใช้สวัสดิการข้าราชการด้วย เพราะข้าราชการก็ได้รับการรักษาจากภาษีทั้ง 100% เช่นเดียวกับผู้ที่ใช้สิทธิบัตรทอง คำถามคือแล้วเหตุใดข้าราชการจึงไม่ต้องร่วมจ่าย 10-20%

“ขอยืนยันว่าจริงๆ แล้ว ไม่สนับสนุนให้มีการร่วมจ่าย ไม่ว่าจะระบบไหนก็ตาม แต่พอกระทรวงการคลังมีวิธีคิดเช่นนี้ มันยิ่งทำให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำ” น.ส.สุภัทรา กล่าวและว่า ที่จริงแล้วเม็ดเงินที่เก็บได้จากการร่วมจ่าย 10-20% ก็ไม่ได้มีนัยสำคัญอะไรกับระบบสุขภาพ

“เรื่องการร่วมจ่ายมีความพยายามผลักดันมาตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา นั่นเพราะเป็นการต่อสู้กันระหว่างแนวคิด 2 แนวคิด ได้แก่ แนวคิดที่มองว่ารัฐจะดูแลเฉพาะผู้ยากไร้ซึ่งก็คือแนวคิดสังคมสงเคราะห์ กับแนวคิดที่มองว่าหลักประกันสุขภาพเป็นเรื่องของสิทธิที่คนทุกคนควรได้ แต่รัฐธรรมนูญปี 2540 ได้เปลี่ยนจากแนวคิดเดิมมาเป็นเรื่องของสิทธิขั้นพื้นฐานที่จะทำให้มนุษย์มีชีวิตอยู่อย่างดีขึ้น” น.ส.สุภัทรา ย้ำประเด็น

พิมพ์ อีเมล

เนื้อหาอื่นๆ...

บทความใกล้เคียงกัน