ผู้ติดเชื้อเอชไอวีลุ้นระทึก อีก 2 เดือนยาต้านไวรัสหมดประเทศ

khun apiwat

ผู้ติดเชื้อเอชไอวี 3 แสนชีวิต ลุ้นระทึก เหตุอีกไม่เกิน 2 เดือนยาต้านไวรัสจะหมดประเทศ แต่รัฐยังไม่ได้สั่งซื้อเพิ่ม ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ ตั้งคำถาม สตง.เขี่ย สปสช.ทิ้ง แล้วให้เปลี่ยนกลไกจัดซื้อที่ยุ่งยากกว่าเดิมทำไม

         นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ แห่งประเทศไทย กล่าวว่า วันนี้เรากำลังอยู่ในภาวะที่ระบบสุขภาพกำลังสับสน คนไข้ที่กำลังอยู่ในระบบกำลังวังเวง โดยตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ผู้ติดเชื้อฯ เคยมีปัญหาการเข้าไม่ถึงยาต้านไวรัสและยาราคาแพง จากนั้นจึงมีการต่อสู้เรื่อยมาจนสามารถผลักดันให้ยาต้านไวรัสเข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ได้สำเร็จ

         อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังมีการปรับเปลี่ยนระบบการจัดซื้อยา โดยมอบหมายให้โรงพยาบาลราชวิถีทำหน้าที่แทนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) คำถามก็คือจะเป็นการถอยหลังกับไปที่เดิมเมื่อ 30 ปีที่แล้วใช่หรือไม่

         นายอภิวัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้เป็นศึกแย่งชิงอำนาจระหว่างผู้บริหาร ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) หรือ สปสช.ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างมาก เพราะในเชิงยุทธศาสตร์แล้วควรจะร่วมกันทำงานเคียงบ่าเคียงใหล่กัน เพื่อช่วยกันสร้างระบบสุขภาพให้เป็นมาตรฐานเดียว ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย

         นายอภิวัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ติดเชื้อฯ ได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวแล้ว การเข้าถึงยาของผู้ป่วยกำลังมีปัญหา โดยที่ผ่านมาหน่วยบริการจะจ่ายยาต้านไวรัสให้ผู้ติดเชื้อฯ ครั้งละ 3-4 เดือน แต่ขณะนี้พบสัญญาณว่ายาต้านไวรัสกำลังจะขาดแคลนเนื่องจากยังไม่มีการสั่งซื้อ พบว่าหน่วยบริการเริ่มจ่ายยาให้ผู้ติดเชื้อฯ ครั้งละเพียง 1 เดือน หรือในบางแห่งถึงกับจ่ายเป็นรายสัปดาห์

         นอกจากนี้ ยังพบว่าจากเดิมที่ผู้ติดเชื้อจะได้รับยาสูตรรวมเม็ด ปัจจุบันยาดังกล่าวเริ่มขาดแคลนจนโรงพยาบาลต้องจ่ายให้เป็นยาสูตรแยกเม็ดแทน ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อผู้ติดเชื้อฯ ขาดยาก็ไม่ได้เสียชีวิตทันที แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือจะเริ่มเกิดปัญหาเชื้อดื้อยา นำมาซึ่งภาระงบประมาณของประเทศมากยิ่งขึ้น

        “ทุกวันนี้เราใช้ยาที่ สปสช.จัดซื้อมาของปี 2560 อยู่ ซึ่งทราบมาว่ายาเหล่านั้นจะใช้ได้นานที่สุดก็ไม่เกินเดือน พ.ย.2560 จากนั้นยาต้านไวรัสก็จะหมดลง ขณะที่ผู้ป่วยก็ได้รับยาเป็นรายเดือนแล้ว ตรงนี้สะท้อนว่าระบบกำลังปั่นป่วน โรงพยาบาลก็ไม่สามารถเบิกยาได้” นายอภิวัฒน์ กล่าว

         นายอภิวัฒน์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ผู้ป่วยรู้สึกวังเวงใจและเป็นกังวลอย่างมาก เนื่องจากจนถึงขณะนี้ซึ่งกำลังสิ้นสุดปีงบประมาณ 2560 กลับยังไม่มีการจัดซื้อยาเพิ่มเติม นั่นหมายความว่าหลังจากเดือน พ.ย.2560 ผู้ติดเชื้อฯ จะต้องหยุดยาใช่หรือไม่

         “พวกเราหยุดยาไม่ได้ พวกเราขาดยาไม่ได้ ตรงนี้สะท้อนว่าผู้ป่วยกำลังอยู่ในภาวะที่เหลือเวลาอีกแค่ 2 เดือน แต่เรายังมองไม่เห็นอนาคต เพราะยาหลายรายการได้หมดไปแล้ว ขณะที่ยาที่ต้องจัดซื้อในปี 2561 นั้นก็ยังไม่มีการจัดซื้อ ซึ่งดูเหมือนว่าเราตกขบวนไปแล้ว โอกาสขาดยาเป็นไปได้สูงมาก” นายอภิวัฒน์ กล่าว

        ประธานเครือข่ายฯ รายนี้ กล่าวอีกว่า การที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ชี้ว่า สปสช.ซึ่งที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่ในการต่อรองราคายาและจัดซื้อยารวมมาตลอดระยะเวลา 10 ปี อย่างไม่เคยมีปัญหานั้น ไม่มีอำนาจในดำเนินการ ก็ขอถามว่าเมื่อ สปสช.ไม่มีอำนาจ เหตุใดจึงไม่เพิ่มอำนาจให้ แต่กลับเลือกใช้กลไกใหม่ที่เพิ่มขั้นตอนให้ยุ่งยากกว่าเดิมหรือไม่

         “ขณะนี้มีผู้ติดเชื้อที่รับยาต้านไวรัสอยู่ประมาณ 3 แสนคน ลองคิดดูว่าถ้าผู้ป่วย 3แสนคนต้องเดินไปโรงพยาบาล แล้วโรงพยาบาลไม่มียาให้เบิก นั่นก็หมายความว่าคนเหล่านั้นก็จะมีโอกาสมีเชื้อดื้อยา ระบบหลักประกันสุขภาพก็ต้องเพิ่มเม็ดเงินยิ่งขึ้น ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากกว่าเรื่องกฎหมาย” นายอภิวัฒน์ กล่าว

30 กันยายน 2560
สัมภาษณ์เพิ่มเติม นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว
โทร. 086 8814679

พิมพ์ อีเมล

คอบช. ยื่นหนังสือถึงผู้ว่าฯ กทม. ทบทวนขึ้นราคาค่าโดยสารบีทีเอส

press bts news 01092560 cover

คอบช. เครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ขอให้ทบทวนการอนุมัติขึ้นราคาค่าโดยสารบีทีเอสที่กำลังจะปรับขึ้นในช่วงต้นเดือนตุลาคมนี้ ชี้บีทีเอสยังมีรายได้สูง ไม่มีเหตุอันจำเป็นต้องปรับค่าโดยสาร ซึ่งจะเป็นภาระค่าครองชีพสำหรับคนเมืองกรุง
 
         วันนี้ (1 ก.ย.60) คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน (คอบช.) ทำหนังสือถึง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ขอให้พิจารณาทบทวนการอนุมัติขึ้นราคาค่าโดยสารบีทีเอส ของบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่กำลังจะปรับขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคม 2560 นี้ โดย คอบช.ได้ให้เหตุผลว่า บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ นั้นมีผลกำไรต่อเนื่องจากการดำเนินงานกิจการรถไฟฟ้าบีทีเอส โดยรายได้จากไตรมาสแรกปี 2560/61 ปรับตัวดีขึ้นร้อยละ 100.2 จากปีก่อน 1,553.5 ล้านบาท เป็น 3,110.3 ล้านบาท ส่วนรายได้จากการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงในไตรมาสเดียวกันนี้ เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.5 จากปีก่อน เป็น 543.7 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นตามสัญญาของรายได้ค่าเดินรถส่วนต่อขยายสายสีเขียวในปัจจุบัน และจากสถานีสำโรง (E15) ซึ่งเป็นสถานีแรกในส่วนต่อขยายสายสีเขียว ส่วนยอดรวมผู้โดยสารในส่วนรถไฟฟ้าสีเขียวสายหลักในไตรมาสเดียวกันนี้ มีจำนวน 58 ล้านเที่ยว เติบโตขึ้นร้อยละ 2.8 จากปีก่อน รวมถึงรายได้จากธุรกิจสื่อโฆษณาในไตรมาสเดียวกันก็เติบโตร้อยละ 36.8 หรือคิดเป็นจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น 228.5 ล้านบาท จากปีก่อน ดังนั้นเมื่อบีทีเอสมีรายได้ที่สูงมากถึงร้อยละ 196.9 จึงไม่มีเหตุอันจำเป็นที่ต้องปรับขึ้นค่าโดยสารซึ่งจะทำให้ค่าครองชีพของคนกรุงเพิ่มขึ้นตามมา
 
         ทั้งนี้ งานวิจัยของ คอบช. ด้านบริการสาธารณะ เกี่ยวกับโครงสร้างราคาที่เป็นธรรมของรถไฟฟ้า พบว่าประเทศไทยมีค่าโดยสารรถไฟฟ้าที่แพงกว่าเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และสิงคโปร์ รวมทั้งค่าโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอสแพงกว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้าอีก 2 สาย ถ้าหากคิดเทียบเคียงจาก 10 สถานีของรถไฟฟ้าบีทีเอส ผู้บริโภคต้องจ่ายค่าโดยสารประมาณ 3 เหรียญ 41 เซนต์ ในขณะที่ชาวญี่ปุ่นในโตเกียวจ่ายเพียง 1 เหรียญ  91 เซนต์เท่านั้น และในบางประเทศคิดราคาตามระยะทางกิโลเมตร แต่ประเทศไทยคิดราคาตามสถานี อีกทั้งในงานวิจัยพบว่า คนที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท แทบไม่มีโอกาสขึ้นรถไฟฟ้าเลย แม้จะอยู่หน้าที่พักของตนเองเพราะมีราคาแพง
 
         นอกจากนี้ มีผู้ร้องเรียนเรื่องค่าใช้จ่ายจากการใช้บริการรถไฟฟ้าจากสถานีรัตนาธิเบศร์ ถึงสถานีสีลมหรือบางนา ซึ่งมีค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่าวันละ 200 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงเกินไป ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งไม่สามารถเข้าถึงบริการขนส่งสาธารณะทุกประเภทได้ รวมถึงขอให้มีข้อเสนอแนะถึงรัฐบาลเพื่อเร่งปฏิรูประบบบริการขนส่งสาธารณะเพื่อทำให้ประชาชนมีทางเลือกในการเดินทางที่หลากหลายและเพียงพอต่อความต้องการที่เกิดขึ้นจริง

ดาวน์โหลด: หนังสือถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เรื่อง ขอให้ทบทวนการขึ้นราคาค่าโดยสารบีทีเอส

พิมพ์ อีเมล

บทความใกล้เคียงกัน

Indy
ACCOT_MiniBanner
Banner Safethaibus
Inside
Kidney Friend Club Banner
Creditcard
Seacc
Banner Ci
จดหมายบอกเลิกสัญญา