กฎหมายผู้บริโภค

ไฟเขียวยกเว้นยา สินค้าไม่ปลอดภัย หวั่นหมอปัดรักษา

“วิทยา” เผย ครม.เห็นชอบ สธ.ออกประกาศกระทรวง ยกเว้นการใช้ยาและเวชภัณฑ์ของแพทย์และพยาบาล ใน พ.ร.บ.ความรับผิดต่อสินค้าที่ไม่ปลอดภัย เตรียมเสนอกฤษฎีกาพิจารณาเนื้อหา เหตุทำให้แพทย์ไม่กล้ารักษาผู้ป่วย ด้านเครือข่ายผู้บริโภค-เครือข่ายผู้ป่วย เตรียมขอพบ “นายกรัฐมนตรี”คัดค้าน

นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ตนได้นำ พ.ร.บ.ความรับผิดต่อสินค้าที่ไม่ปลอดภัย เข้าหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีถึงกระทบที่อาจเกิดขึ้นภายหลังกฎหมายบังคับใช้ โดยขอให้มีการออกประกาศกฎกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้ยกเว้นกรณีการใช้ยาและเวชภัณฑ์โดยแพทย์และพยาบาล เนื่องจากจะก่อให้เกิดปัญหาการให้บริการทางการแพทย์ระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการได้

เนื่องจากแพทย์และพยาบาลจำเป็นต้องผสมยาเพื่อฉีดให้กับผู้ป่วย ตลอดจนการสั่งจ่ายยาเพื่อรักษาโรคและความเจ็บป่วย หากคำว่าสินค้าครอบคลุมการบริการของแพทย์ พยาบาล อาจทำให้แพทย์พยาบาลไม่กล้าฉีดหรือสั่งจ่ายยา เพราะเกรงถูกฟ้องร้องดำเนินคดีภายหลังได้

นายวิทยา กล่าวว่า จากเนื้อหากฎหมายดังกล่าว ทางกลุ่มวิชาชีพแพทย์เชื่อว่า จะเป็นการเพิ่มปัญหาความขัดแย้งระหว่างแพทย์และผู้ป่วยมากขึ้น เนื่องจากต่างฝ่ายจะเกิดความระแวง ส่งผลให้มีการฟ้องร้องมากขึ้น หากเป็นเช่นนั้นจะสวนทางกับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขที่มีเป้าหมายในการสร้างสัมพันธ์อันดีระหว่างแพทย์และผู้ป่วย และการลดความขัดแย้งจากการรักษา

นอกจากนี้การควบคุมการใช้ยา หรือผลกระทบที่เกิดจากยา ไม่จำเป็นต้องใช้กฎหมายนี้ควบคุม เนื่องจากเรามีกฎหมายที่ควบคุมเฉพาะในเรื่องของยาอยู่แล้ว ที่เป็นการคุ้มครองผู้บริโภค

“การหารือใน ครม.เกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ ทุกคนในที่ประชุมต่างเห็นด้วย ในการออกประกาศยกเว้น ไม่มีใครคัดค้าน รวมทั้ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งเห็นชอบ และให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการ ซึ่งขั้นตอนจากนี้คงต้องนำร่างประกาศส่งให้ทางกฤษฎีกาตีความก่อน หากเห็นชอบตามที่กระทรวงเสนอไปก็สามารถออกประกาศได้เลย” รมว.สาธารณสุข กล่าว

นายวิทยา กล่าวต่อว่า สำหรับเนื้อหาประกาศฉบับนี้จะให้ยกเว้นให้แพทย์ พยาบาล ผสมยาเพื่อใช้ฉีดรักษาให้กับผู้ป่วยได้ รวมถึงสัตวแพทย์ที่รักษาสัตว์ แต่ไม่รวมถึงการผลิตยาที่ไม่มีคุณภาพ เพราะไม่ว่าอย่างไรแล้ว หากยาที่ผลิตมีปัญหา ผู้ประกอบการจะต้องรับผิดชอบ จึงเป็นประกาศกฎกระทรวงที่ยกเว้นแค่เรื่องการให้การรักษา ไม่เกี่ยวกับการผลิตยา

ขณะที่แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า ขณะนี้มีแพทย์กลุ่มหนึ่งกำลังใช้ข้ออ้างว่า จะมีการฟ้องร้องมากขึ้นจาก พ.ร.บ.ความรับผิดต่อสินค้าไม่ปลอดภัย หรือ กฎหมายพีแอล กล่อมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยเสนอให้ยกเว้นยาและเครื่องมือแพทย์ ให้อยู่นอกเหนือการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว

ทั้งที่แท้จริงแล้ว กฎหมายนี้จะเป็นประโยชน์ในเชิงป้องกันให้ทุกฝ่ายยกระดับมาตรฐาน การผลิตสินค้า การออกแบบ และการให้ข้อมูลผู้บริโภคอย่างระมัดระวังก่อนขายสินค้า โดยไม่รวมบริการเมื่อเกิดความเสียหายขึ้น

อย่างไรก็ตามขณะนี้ เครือข่ายผู้บริโภคและเครือข่ายผู้ป่วยเตรียมเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อตอกย้ำท่าทีที่ไม่เห็นด้วยต่อการยกเว้นเรื่องยาและเครื่องมือแพทย์ โดยเห็นว่าการคุ้มครองต้องไม่ยกเว้นยาและเครื่องมือแพทย์ เพราะผู้ประกอบวิชาชีพต้องมีความรับผิดชอบ หากเกิดความเสียหาย

ด้านนายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า เรื่องนี้รัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบ เพราะแม้ว่าจะยกเว้นกรณีการใช้ยาของแพทย์และพยาบาล แต่หากมีผลเกิดขึ้นจากการรักษาที่เกิดจากการใช้ยาแล้ว เมื่อแพทย์พยาบาลไม่ต้องรับผิดชอบตรงนี้ อยากถามว่า บริษัทยาจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบหรือไม่ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ยายังเป็นสินค้าที่อันตรายและมีผลข้างเคียง โดยก่อนที่จะผลิตก็ได้ทำการวิจัยความปลอดภัย แต่เมื่อนำไปใช้กับผู้ป่วยก็ยังต้องติดตามผลข้างเคียงจากการใช้ยาอยู่ และที่ผ่านก็มียาบางรายการถูกประกาศยกเลิกจำหน่ายและใช้ไป ดังนั้นหากจะบอกว่ายกเว้นในเรื่องการใช้ยาควรมีระบุให้ชัดเจนว่า บริษัทยาจะต้องเข้ามามีส่วนรับผิดชอบมากน้อยแค่ไหน เพราะไม่เช่นนั้นเมื่อมีความเสียหายจากการใช้ยาเกิดขึ้นก็จะไม่มีผู้ใดรับผิดชอบเลย ดังนั้นทางเครือข่ายผู้ป่วยและเครือข่ายผู้บริโภคจะหารือและเข้าพบ รมว.สาธารณสุขเพื่อดูเนื้อหาในร่างประกาศกฎกระทรวงนี้โดยเร็วที่สุด

นสพ.กรุงเทพธุรกิจ 18-2-52

"หมอ-พยาบาล"เครียดถูกรัดคอ พ.ร.บ.รับผิดสินค้าไม่ปลอดภัยเริ่ม 20ก.พ.

นพ. เอื้อชาติ กาญจนพิทักษ์ นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์การปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรด้านสาธารณสุข ทั้งแพทย์ พยาบาล เภสัชกร ฯลฯ มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะตึงเครียดมากขึ้น โดยมีสาเหตุมาจากกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคใหม่ 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว และ พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งกฎหมายเหล่านี้สร้างความวิตกกังวลให้กับผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์อย่างมาก เพราะครอบคลุมถึงการรักษาพยาบาล ยา และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ไว้ด้วย ซึ่งหากเกิดความผิดพลาดในการรักษา หรือการจ่ายยา ผู้ป่วยสามารถฟ้องร้องเอาผิดแพทย์ หรือเภสัชกรได้ทันที

อนาคต แพทย์จะทำงานยากลำบากมากขึ้น สถานการณ์อาจจะรุนแรงถึงขั้นแพทย์ไม่กล้ารักษาโรค หรือวินิจฉัยโรคให้ผู้ป่วย เพราะกังวลว่าจะถูกคนไข้ฟ้องร้องหรือไม่ หากเกิดการรักษาที่ผิดพลาดทั้งๆ ที่แพทย์ได้ให้การรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพ เช่น ผู้ป่วยเกิดอาการแพ้ยาขึ้นมาแล้วฟ้องเอาผิดจากแพทย์ที่เป็นผู้สั่งยาให้คน ไข้ ซึ่งแพทย์จะไม่มีวันรู้ได้เลยว่าคนไข้จะเกิดอาการแพ้ยาหรือไม่ หากคนไข้ไม่ได้บอกไว้ ประกอบกับยาส่วนใหญ่เป็นยาจากต่างประเทศ ซึ่งมีข้อบ่งชี้ในการรักษาโรคอยู่แล้ว แพทย์ก็มีหน้าที่สั่งจ่ายยาตามข้อบ่งชี้นั้นๆ" นพ.เอื้อชาติกล่าว

น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย จะครอบคลุมเฉพาะสินค้าอุปโภค บริโภค อสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์ รวมถึงยา และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ หากผู้บริโภคได้รับผลกระทบทั้งทางร่ายกาย สุขภาพ หรือทรัพย์สินเสียหายจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ปลอดภัย ก็ยื่นฟ้องเจ้าของผลิตภัณฑ์ตาม พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ซึ่งกระบวนการพิสูจน์ถูกผิด เป็นหน้าที่และภาระของเจ้าของผลิตภัณฑ์ ในส่วนของยา และเวชภัณฑ์ที่มีแพทย์ หรือเภสัชกร เป็นผู้สั่งจ่ายให้ผู้ป่วย แพทย์ ไม่ควรวิตกเกินเหตุ เพราะตามกระบวนการรักษา หรือจ่ายยาจะต้องมีการอธิบายถึงประสิทธิภาพของยานั้นๆ รวมถึงผลข้างเคียงจากการใช้ยาด้วย ซึ่งหากแพทย์ ให้การรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพ ก็ไม่มีความผิด แต่หากไม่มีการอธิบายหรือชี้แจงให้ผู้ป่วยเข้าใจ ก็ถือว่าเป็นความผิดของแพทย์ส่วนหนึ่งด้วย อย่างไรก็ตาม ที่น่าเป็นห่วงคือ ยาลดความอ้วน ยารักษาสิว ที่ปรุงขึ้นเองไม่มีฉลาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รับรองความปลอดภัย

ข้อมูลจากมติชนรายวัน  วันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ศาลชี้กม.ใหม่ ไม่เอื้อเอกชน ฟ้องผู้บริโภค

 
ศาลยืนยันกฎหมายผู้บริโภคไม่ได้เอื้อผู้ประกอบการฟ้องประชาชนเพิ่มขึ้น

วิทยาเล็งแก้ก.ม.รับผิดสินค้าไม่ปลอดภัย

"วิทยา" ขอดูรายละเอียด "พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น จากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย" ก่อน หลัง แพทย์ ส.ส. ติงเนื้อหากินความกว้างเกิน กระทบแพทย์ พยาบาล และอาจกระทบระบบสาธารณสุขได้ ด้าน แพทยสภา เผย สคบ.ยันชัด คำว่า "สินค้า ครอบคลุมถึงยาและเวชภัณฑ์"

ดันออกกม.เก็บภาษีที่ดิน

ดันออกกม.เก็บภาษีที่ดิน "กรณ์"ลองของ ถูกท้ารบ.ไหนเสนอ"ล้ม"

ลั่นประเทศถึงเวลาต้องทำ สศช.ชี้การผลิตต่ำรอบ5ปี จาก73%ลดฮวบเหลือ61%



" กรณ์"ขอลองของ ดันร่าง กม."ภาษีที่ดิน"อีกรอบ พร้อมศึกษาภาษีมรดก อ้างถูกท้า เสนอทีไรรัฐบาลล้มทุกที สศค.แนะหลังจากนี้รายจ่ายรัฐบานทะโรค ต้องขยายฐานหารายได้เพิ่ม "บัณฑูร"ให้คลัง-ธปท.ถกให้ดี อยากเห็นดอกเบี้ยเท่าไหร่ แล้วหาวิธีการแก้ไข แบงก์พร้อมทำตามนโยบาย ท่องเที่ยวชี้เลื่อนวันหยุดยาวทำยาก

@ "กรณ์"ดันกม.ภาษีที่ดิน

เมื่อ วันที่ 22 มกราคม นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวภายหลังการรับฟังบรรยายสรุปและมอบนโยบายแก่สำนักงาน เศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ว่า เบื้องต้น สศค.ได้รายงานถึงภารกิจเร่งด่วนที่จะดำเนินการในหลายเรื่อง อาทิ การผลักดันกฎหมายการเงินการคลัง เช่น ร่างกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ ที่จะเปิดช่องให้ผู้ประกอบการนำสินค้าทุน สินค้าคงคลังมาใช้เป็นหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งสินเชื่อได้ และการดำเนินการเกี่ยวกับร่างกฎหมายการติดตามทวงหนี้อย่างเป็นธรรม ให้รับทราบ

นายกรณ์กล่าวว่า นอกจากนี้ สศค.ยังได้เสนอเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างภาษีในระบบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น โดยเสนอร่างกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่ง สศค. รายงานว่า เสนอมาทุกรัฐบาล แต่พอถึงขั้นพิจารณาร่างกฎหมายในรัฐสภา รัฐบาลมักจะหมดอำนาจไปเสียก่อน ดังนั้น ตนเห็นว่าหากพิจารณาแล้วมีความเหมาะสมก็จะผลักดันอีกครั้ง ส่วนภาษีมรดกยังอยู่ระหว่างการศึกษาของ สศค.

"ทาง สศค.มีการท้าทายว่า ที่ผ่านมามีภาษีตัวหนึ่งเสนอเมื่อไร รัฐบาลล้มทุกที นั่นคือภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งถ้าดูแล้วเหมาะสม ผมว่าจะลองของดู ที่ผ่านมาเสนอทีไรสภาล่มตลอด แต่คิดว่าประเทศถึงเวลาที่จะพิจารณาภาษีนี้สักที ส่วนเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีคงต้องรอดูข้อเสนอของ สศค.ก่อนว่าจะนำไปสู่การปฏิรูปแค่ไหน อย่างไรก็ตาม เรื่องภาษีแทนที่จะแก้ทีละประเภท ก็น่าจะหยิบมาดูทั้งหมด รวมถึงการศึกษาแนวทางพัฒนาตลาดทุนให้เป็นจริงด้วย"

@ ตั้งกองทุนช่วยแรงงานนอกระบบ

นาย กรณ์กล่าวว่า สำหรับแนวทางช่วยเหลือแรงงานนอกระบบ เช่น เกษตรกร พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย กลุ่มอาชีพอิสระทั่วไป ทาง สศค.กำลังศึกษาเพื่อให้มีการตั้งกองทุนมาดูแลสมาชิกในระยะยาวเหมือนกับกอง ทุนประกันสังคม สำหรับขนาดกองทุนจะเป็นเท่าใด มีหลักการดำเนินการกองทุนอย่างไร ต้องให้ สศค.ทำการศึกษาเพื่อให้ได้ข้อสรุปอีกครั้งหนึ่ง

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ปัจจุบันแรงงานนอกระบบมีอยู่กว่า 20 ล้านคน หากมีระบบขึ้นมาดูแลในเรื่องสวัสดิการยามชราจะเป็นเรื่องที่ดี โดย สศค.มีแนวคิดที่จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทในการดูแลตรงนี้ เพราะมีงบประมาณเพียงพอ และที่สำคัญแรงงานนอกระบบส่วนใหญ่มักจะอยู่ในชนบท ทั้งนี้ ได้ฝากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังช่วยพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นภายในปี 2552 นี้ เพราะถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก

นายสมชัยกล่าวว่า ส่วนเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีนั้น สศค.ศึกษาโดยมองไปอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งประเมินว่ารายจ่ายของรัฐบาลจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขและการศึกษา ดังนั้นจำเป็นต้องหารายได้เพิ่ม ทั้งภาษีประเภทใหม่และการปรับขยายฐานภาษีเดิมที่จัดเก็บอยู่แล้ว รวมถึงปรับภาษีบางประเภทเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศ อย่างไรก็ดี รายละเอียดทั้งหมด สศค.จะเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณาอีกครั้ง

@ หอค้าจับมือรัฐตั้งกก.แก้ส่งออก

ที่ หอการค้าไทย นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ พร้อมข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือร่วมกับคณะกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการ ค้าแห่งประเทศไทย นำโดยนายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานหอการค้าไทย ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจและปัญหาที่เอกชนต้องการให้ภาครัฐให้การช่วยเหลือ

หลัง การหารือ นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมหอการค้าไทยกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อทำงานร่วมในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคทางการค้า โดยภารกิจเร่งด่วนคือ การดูแลการส่งออกที่ติดลบต่อเนื่องสองเดือนและอาจส่งผลต่อการส่งออกในปี 2552 รวมถึงการจัดทำศูนย์เตือนระวังล่วงหน้า เพื่อแจ้งภัยล่วงหน้าถึงปัญหาหรือการใช้เงื่อนไขที่ไม่ใช่ภาษีของประเทศผู้ นำเข้าจนกระทบต่อการส่งออกไทย รวมทั้งได้หยิบยกเรื่องการลักลอบนำเข้าข้าวโพด ซึ่งการห้ามเพาะปลูกหรือชะลอการนำเข้าคงทำได้ยาก ต้องมีการวางแผนและดูแลการนำเข้าให้รัดกุม ไม่ให้ผลผลิตล้นตลาดจนเกษตรกรในประเทศเดือดร้อน

@ จี้เพิ่มงบฯโรดโชว์ตลาดใหม่

นาย สมเกียรติ อนุราษฎร์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า เอกชนเสนอให้กระทรวงพาณิชย์เพิ่มงบฯส่งเสริมการส่งออก และให้ความสำคัญกับการจัดโรดโชว์ในตลาดรองและตลาดใหม่ โดยเฉพาะตลาดยุโรปตะวันออก โดยเอกชนยังมองว่าตลาดส่งออกยังมีอยู่ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรและอาหารที่ยังขยายตัวได้ดี แต่ต้องได้รับการสนับสนุน

นาย ศิริพลกล่าวว่า จะมีการจัดทำยุทธศาสตร์การค้าชายแดน เพื่อใช้ประโยชน์จากการค้าชายแดนมากขึ้น โดยส่งเสริมและป้องกันอุปสรรคต่างๆ นอกจากนี้ เอกชนได้เสนอเข้มงวดมาตรการดูแลการนำเข้าสินค้าเกษตรตามกรอบความตกลงการให้ สิทธิพิเศษทางภาษีและสัญญาคอนแทรคฟาร์มมิ่งกับประเทศติดชายแดนเป็นพิเศษใน ช่วงรับจำนำ เพื่อไม่เกิดปัญหาการลักลอบและสวมสิทธิข้าวโพดในปัจจุบัน

นาย ยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ในวันที่ 26 มกราคมนี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่มีนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน เพื่อพิจารณานำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และมันสำปะหลังเป็นบัญชีควบคุม และใช้มาตรการห้ามเคลื่อนย้ายก่อนได้รับอนุญาต เหมือนข้าว ปาล์มน้ำมัน และกระเทียม

@ การผลิตลดลงต่ำสุดรอบ5ปี

นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวถึงการส่งออกเดือนธันวาคม 2551 ที่ติดลบ 14.6% ว่า คาดการณ์กันไว้แล้วว่า ผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกจะทำให้การส่งออกสินค้าของไทยลดลงหลายรายการ โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และปิโตรเคมี ซึ่งทุกประเทศประสบปัญหาเหมือนกันหมด โดยปัญหาเศรษฐกิจได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการใช้กำลังการผลิตที่ล่าสุดปรับลด ลงมาอยู่ที่ 61.2% จากเดิม 73.1% ลดมากที่สุดในรอบ 5 ปี ซึ่งมีผลโดยตรงต่อภาคแรงงาน โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการปรับลดเวลาทำงาน หรือลดค่าจ้างแรงงาน หากรัฐบาลไม่ออกมาตรการมาแก้ปัญหาเลย โดยเฉพาะการกระตุ้นการบริโภคในประเทศ อาจทำให้แรงงานมีรายได้หายไป 5-9 หมื่นล้านบาท จากปกติที่แรงงานมีรายได้ 6 แสนล้านบาทต่อปี

@ ให้คลัง-ธปท.คุยกันเอง"ดบ."

นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้ธนาคารพาณิชย์ลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อลดส่วนดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากว่า ถ้าภาครัฐเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยขณะนี้ไม่เหมาะสม การลดดอกเบี้ยนโยบายมีผลต่อการชี้นำดอกเบี้ยไม่เป็นอย่างที่รัฐบาลต้องการ ก็ต้องเข้ามาดูความสมดุล ซึ่งมีวิธีการจัดการ คือ 1.ให้ธนาคารัฐนำทางลดดอกเบี้ยเงินกู้ เพิ่มดอกเบี้ยเงินฝาก แล้วดูว่าตลาดจะตามหรือไม่หากโดนธนาคารรัฐกดดัน เพราะในตลาดเสรี หากระบบมีปัญหา รัฐก็ต้องเข้ามาดูแล 2.กำหนดอัตราดอกเบี้ยไปเลย ซึ่งต้องคิดให้ดี เพราะเกี่ยวข้องกับกลไกตลาด

"โจทย์นี้ทั้งคลังและ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องถกกันว่า ราคาที่ความเหมาะสมควรจะอยู่ตรงไหน ระบบเสรีไม่ใช่คำตอบเสมอไป เพราะไม่มีอะไรที่เสรี 100% หรือรัฐบาลดูแลทั้ง 100% เช่น สหรัฐอเมริกา เมื่อมีปัญหารัฐบาลก็ต้องเข้ามาแทรกแซงเช่นกัน ซึ่งขณะนี้รัฐยังไม่แทรกแซง แต่แทรกแซงด้วยคำพูดก่อน ต้องคิดให้ดีว่าจะแทรกแซงตรงไหน และแทรกแซงให้ดี สถาบันการเงินพร้อมปฏิบัติตามนโยบายอยู่แล้ว" นายบัณฑูรกล่าว (อ่านรานละเอียด น.2)

@ "กรณ์"ให้แบงก์ร่วมรับผิดชอบ

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ข้อเสนอให้ธนาคารพาณิชย์ลดส่วนต่างดอกเบี้ยเป็นการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ ความเหมาะสม ระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้กับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของไทยที่ยังอยู่ใน ระดับสูง แต่จะลดหรือไม่ ขึ้นกับการพิจารณาของธนาคารพาณิชย์ เพียงแต่ส่วนต่างที่สูงจะกระทบต่อลูกค้าของธนาคารเอง ส่วนสถาบันการเงินของรัฐ มีบทบาทได้เพียงบางส่วน เพราะส่วนแบ่งตลาดส่วนใหญ่เป็นของธนาคารพาณิชย์เอกชนไม่กี่แห่ง เรื่องนี้ทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบ ไม่ใช่รอให้คนอื่นทำก่อน

@ ชี้เลื่อนวันหยุดต่อเนื่องทำยาก


นาย อภิชาติ สังฆอารี นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวถึงมาตรการเลื่อนวันหยุดนักขัตฤกษ์ให้ต่อเนื่องกับวันหยุดเสาร์ -อาทิตย์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวว่า หากทำได้จริงจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวภายในประเทศได้ในระดับหนึ่ง แต่ต้องมีวันหยุดต่อเนื่องอย่างน้อย 5 วัน อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวทำได้ยาก เพราะวันหยุดนักขัตฤกษ์ส่วนใหญ่เป็นวันที่เกี่ยวข้องกับวันสำคัญทางศาสนา ที่กำหนดวันไว้แน่นอน อาจจะเลื่อนไม่ได้

นางสาวมัยรัตน์ พีระญาณ์โกเศส นายกสมาคมธุรกิจนำเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยที่จะให้เลื่อนวันหยุดนักขัตฤกษ์ต่อเนื่องกับวันหยุดปกติ เพื่อให้เกิดวันหยุดยาว เนื่องจากวันหยุดส่วนใหญ่เป็นวันที่เกี่ยวข้องกับศาสนา ซึ่งจะต้องมีการจัดงานที่เกี่ยวข้องกับวันนั้น จะเลื่อนเป็นวันอื่นไม่ได้ แม้การหยุดยาวจะส่งผลดีกับการท่องเที่ยว แต่เป็นช่วงปีใหม่และสงกรานต์ก็เพียงพอแล้ว หากหยุดหลายครั้งจะกระทบกับเรื่องของการจ้างงานระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ด้วย

 

วันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11276
มติชนรายวัน

LogoTitle

ติดตามชม TV online สื่อทางเลือกใหม่
"2.4 ทีวีผู้บริโภค"
เรามี 172 บุคคลทั่วไป ออนไลน์



 
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เลขที่ 4/2 ซอยวัฒนโยธิน แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400 โทรศัพท์ 0-2248-3734-7 โทรสาร 0-2248-3733
มูลนิธิ ฯ อนุญาตให้นำข้อมูลบนเวบไซท์ไปเผยแพร่ต่อเพื่อความรู้ของประชาชน แต่ไม่อนุญาตให้นำไปใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการค้า