กฎหมายผู้บริโภค

ศึกใหญ่วงการสาธารณสุขยกเว้น “ยา-เวชภัณฑ์” ไม่ต้องรับผิดตาม พ.ร.บ.สินค้าห่วย

     
       ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรื่องร้อนแรงในแวดวงสุขภาพและกำลังกลายเป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างกว้าง ขวาง นั่นก็คือ กรณีที่กระทรวงสาธารณสุขออกร่างกฎกระทรวง เพื่อยกเว้นยาและเครื่องมือแพทย์ไม่เป็นสินค้าไม่ปลอดภัย ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) และคาดว่า จะทราบผลในวันที่ 23 ก.พ.นี้

ไฟเขียวยกเว้นยา สินค้าไม่ปลอดภัย หวั่นหมอปัดรักษา

“วิทยา” เผย ครม.เห็นชอบ สธ.ออกประกาศกระทรวง ยกเว้นการใช้ยาและเวชภัณฑ์ของแพทย์และพยาบาล ใน พ.ร.บ.ความรับผิดต่อสินค้าที่ไม่ปลอดภัย เตรียมเสนอกฤษฎีกาพิจารณาเนื้อหา เหตุทำให้แพทย์ไม่กล้ารักษาผู้ป่วย ด้านเครือข่ายผู้บริโภค-เครือข่ายผู้ป่วย เตรียมขอพบ “นายกรัฐมนตรี”คัดค้าน

นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ตนได้นำ พ.ร.บ.ความรับผิดต่อสินค้าที่ไม่ปลอดภัย เข้าหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีถึงกระทบที่อาจเกิดขึ้นภายหลังกฎหมายบังคับใช้ โดยขอให้มีการออกประกาศกฎกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้ยกเว้นกรณีการใช้ยาและเวชภัณฑ์โดยแพทย์และพยาบาล เนื่องจากจะก่อให้เกิดปัญหาการให้บริการทางการแพทย์ระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการได้

เนื่องจากแพทย์และพยาบาลจำเป็นต้องผสมยาเพื่อฉีดให้กับผู้ป่วย ตลอดจนการสั่งจ่ายยาเพื่อรักษาโรคและความเจ็บป่วย หากคำว่าสินค้าครอบคลุมการบริการของแพทย์ พยาบาล อาจทำให้แพทย์พยาบาลไม่กล้าฉีดหรือสั่งจ่ายยา เพราะเกรงถูกฟ้องร้องดำเนินคดีภายหลังได้

นายวิทยา กล่าวว่า จากเนื้อหากฎหมายดังกล่าว ทางกลุ่มวิชาชีพแพทย์เชื่อว่า จะเป็นการเพิ่มปัญหาความขัดแย้งระหว่างแพทย์และผู้ป่วยมากขึ้น เนื่องจากต่างฝ่ายจะเกิดความระแวง ส่งผลให้มีการฟ้องร้องมากขึ้น หากเป็นเช่นนั้นจะสวนทางกับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขที่มีเป้าหมายในการสร้างสัมพันธ์อันดีระหว่างแพทย์และผู้ป่วย และการลดความขัดแย้งจากการรักษา

นอกจากนี้การควบคุมการใช้ยา หรือผลกระทบที่เกิดจากยา ไม่จำเป็นต้องใช้กฎหมายนี้ควบคุม เนื่องจากเรามีกฎหมายที่ควบคุมเฉพาะในเรื่องของยาอยู่แล้ว ที่เป็นการคุ้มครองผู้บริโภค

“การหารือใน ครม.เกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ ทุกคนในที่ประชุมต่างเห็นด้วย ในการออกประกาศยกเว้น ไม่มีใครคัดค้าน รวมทั้ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งเห็นชอบ และให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการ ซึ่งขั้นตอนจากนี้คงต้องนำร่างประกาศส่งให้ทางกฤษฎีกาตีความก่อน หากเห็นชอบตามที่กระทรวงเสนอไปก็สามารถออกประกาศได้เลย” รมว.สาธารณสุข กล่าว

นายวิทยา กล่าวต่อว่า สำหรับเนื้อหาประกาศฉบับนี้จะให้ยกเว้นให้แพทย์ พยาบาล ผสมยาเพื่อใช้ฉีดรักษาให้กับผู้ป่วยได้ รวมถึงสัตวแพทย์ที่รักษาสัตว์ แต่ไม่รวมถึงการผลิตยาที่ไม่มีคุณภาพ เพราะไม่ว่าอย่างไรแล้ว หากยาที่ผลิตมีปัญหา ผู้ประกอบการจะต้องรับผิดชอบ จึงเป็นประกาศกฎกระทรวงที่ยกเว้นแค่เรื่องการให้การรักษา ไม่เกี่ยวกับการผลิตยา

ขณะที่แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า ขณะนี้มีแพทย์กลุ่มหนึ่งกำลังใช้ข้ออ้างว่า จะมีการฟ้องร้องมากขึ้นจาก พ.ร.บ.ความรับผิดต่อสินค้าไม่ปลอดภัย หรือ กฎหมายพีแอล กล่อมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยเสนอให้ยกเว้นยาและเครื่องมือแพทย์ ให้อยู่นอกเหนือการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว

ทั้งที่แท้จริงแล้ว กฎหมายนี้จะเป็นประโยชน์ในเชิงป้องกันให้ทุกฝ่ายยกระดับมาตรฐาน การผลิตสินค้า การออกแบบ และการให้ข้อมูลผู้บริโภคอย่างระมัดระวังก่อนขายสินค้า โดยไม่รวมบริการเมื่อเกิดความเสียหายขึ้น

อย่างไรก็ตามขณะนี้ เครือข่ายผู้บริโภคและเครือข่ายผู้ป่วยเตรียมเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อตอกย้ำท่าทีที่ไม่เห็นด้วยต่อการยกเว้นเรื่องยาและเครื่องมือแพทย์ โดยเห็นว่าการคุ้มครองต้องไม่ยกเว้นยาและเครื่องมือแพทย์ เพราะผู้ประกอบวิชาชีพต้องมีความรับผิดชอบ หากเกิดความเสียหาย

ด้านนายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า เรื่องนี้รัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบ เพราะแม้ว่าจะยกเว้นกรณีการใช้ยาของแพทย์และพยาบาล แต่หากมีผลเกิดขึ้นจากการรักษาที่เกิดจากการใช้ยาแล้ว เมื่อแพทย์พยาบาลไม่ต้องรับผิดชอบตรงนี้ อยากถามว่า บริษัทยาจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบหรือไม่ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ยายังเป็นสินค้าที่อันตรายและมีผลข้างเคียง โดยก่อนที่จะผลิตก็ได้ทำการวิจัยความปลอดภัย แต่เมื่อนำไปใช้กับผู้ป่วยก็ยังต้องติดตามผลข้างเคียงจากการใช้ยาอยู่ และที่ผ่านก็มียาบางรายการถูกประกาศยกเลิกจำหน่ายและใช้ไป ดังนั้นหากจะบอกว่ายกเว้นในเรื่องการใช้ยาควรมีระบุให้ชัดเจนว่า บริษัทยาจะต้องเข้ามามีส่วนรับผิดชอบมากน้อยแค่ไหน เพราะไม่เช่นนั้นเมื่อมีความเสียหายจากการใช้ยาเกิดขึ้นก็จะไม่มีผู้ใดรับผิดชอบเลย ดังนั้นทางเครือข่ายผู้ป่วยและเครือข่ายผู้บริโภคจะหารือและเข้าพบ รมว.สาธารณสุขเพื่อดูเนื้อหาในร่างประกาศกฎกระทรวงนี้โดยเร็วที่สุด

นสพ.กรุงเทพธุรกิจ 18-2-52

"หมอ-พยาบาล"เครียดถูกรัดคอ พ.ร.บ.รับผิดสินค้าไม่ปลอดภัยเริ่ม 20ก.พ.

นพ. เอื้อชาติ กาญจนพิทักษ์ นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์การปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรด้านสาธารณสุข ทั้งแพทย์ พยาบาล เภสัชกร ฯลฯ มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะตึงเครียดมากขึ้น โดยมีสาเหตุมาจากกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคใหม่ 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว และ พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งกฎหมายเหล่านี้สร้างความวิตกกังวลให้กับผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์อย่างมาก เพราะครอบคลุมถึงการรักษาพยาบาล ยา และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ไว้ด้วย ซึ่งหากเกิดความผิดพลาดในการรักษา หรือการจ่ายยา ผู้ป่วยสามารถฟ้องร้องเอาผิดแพทย์ หรือเภสัชกรได้ทันที

อนาคต แพทย์จะทำงานยากลำบากมากขึ้น สถานการณ์อาจจะรุนแรงถึงขั้นแพทย์ไม่กล้ารักษาโรค หรือวินิจฉัยโรคให้ผู้ป่วย เพราะกังวลว่าจะถูกคนไข้ฟ้องร้องหรือไม่ หากเกิดการรักษาที่ผิดพลาดทั้งๆ ที่แพทย์ได้ให้การรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพ เช่น ผู้ป่วยเกิดอาการแพ้ยาขึ้นมาแล้วฟ้องเอาผิดจากแพทย์ที่เป็นผู้สั่งยาให้คน ไข้ ซึ่งแพทย์จะไม่มีวันรู้ได้เลยว่าคนไข้จะเกิดอาการแพ้ยาหรือไม่ หากคนไข้ไม่ได้บอกไว้ ประกอบกับยาส่วนใหญ่เป็นยาจากต่างประเทศ ซึ่งมีข้อบ่งชี้ในการรักษาโรคอยู่แล้ว แพทย์ก็มีหน้าที่สั่งจ่ายยาตามข้อบ่งชี้นั้นๆ" นพ.เอื้อชาติกล่าว

น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย จะครอบคลุมเฉพาะสินค้าอุปโภค บริโภค อสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์ รวมถึงยา และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ หากผู้บริโภคได้รับผลกระทบทั้งทางร่ายกาย สุขภาพ หรือทรัพย์สินเสียหายจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ปลอดภัย ก็ยื่นฟ้องเจ้าของผลิตภัณฑ์ตาม พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ซึ่งกระบวนการพิสูจน์ถูกผิด เป็นหน้าที่และภาระของเจ้าของผลิตภัณฑ์ ในส่วนของยา และเวชภัณฑ์ที่มีแพทย์ หรือเภสัชกร เป็นผู้สั่งจ่ายให้ผู้ป่วย แพทย์ ไม่ควรวิตกเกินเหตุ เพราะตามกระบวนการรักษา หรือจ่ายยาจะต้องมีการอธิบายถึงประสิทธิภาพของยานั้นๆ รวมถึงผลข้างเคียงจากการใช้ยาด้วย ซึ่งหากแพทย์ ให้การรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพ ก็ไม่มีความผิด แต่หากไม่มีการอธิบายหรือชี้แจงให้ผู้ป่วยเข้าใจ ก็ถือว่าเป็นความผิดของแพทย์ส่วนหนึ่งด้วย อย่างไรก็ตาม ที่น่าเป็นห่วงคือ ยาลดความอ้วน ยารักษาสิว ที่ปรุงขึ้นเองไม่มีฉลาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รับรองความปลอดภัย

ข้อมูลจากมติชนรายวัน  วันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ศาลชี้กม.ใหม่ ไม่เอื้อเอกชน ฟ้องผู้บริโภค

 
ศาลยืนยันกฎหมายผู้บริโภคไม่ได้เอื้อผู้ประกอบการฟ้องประชาชนเพิ่มขึ้น

วิทยาเล็งแก้ก.ม.รับผิดสินค้าไม่ปลอดภัย

"วิทยา" ขอดูรายละเอียด "พ.ร.บ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น จากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย" ก่อน หลัง แพทย์ ส.ส. ติงเนื้อหากินความกว้างเกิน กระทบแพทย์ พยาบาล และอาจกระทบระบบสาธารณสุขได้ ด้าน แพทยสภา เผย สคบ.ยันชัด คำว่า "สินค้า ครอบคลุมถึงยาและเวชภัณฑ์"
เรามี 336 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
:: มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค อนุญาตให้นำข้อมูลและเนื้อหาบนเว็บไซต์ไปเผยแพร่ต่อเพื่อความรู้ของประชาชน แต่ไม่อนุญาตให้นำไปใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการค้าทุกกรณี  ::
พบปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ หรือ ต้องการแนะนำ-ติชม โปรดส่งอีเมล์มาที่ : webinfo@consumerthai.org