“ไม่รู้มันเกิดอะไรขึ้น ฉันมาลงหลักปักฐานอยู่กินบนที่ดินผืนนี้มาตั้ง 40 กว่าปีแล้ว อยู่ดี รัฐเขาก็มาฟ้องขับไล่ให้ออกจากที่ดิน ฉันไม่เข้าใจ....ทำไมไม่เห็นใจคนแก่ๆ อย่างฉันบ้างเลย”
คุณยายพะยอมอายุ 73 ปี แบกความทุกข์เดินทางมาจากเพชรบุรีเพื่อมาขอคำปรึกษาที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สิ่งที่แกนำมาด้วยเป็นหมายฟ้องคดีขับไล่ให้ออกจากที่ดินของแกเอง โดยมีกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เป็นโจทก์ ตัวแกเป็นจำเลย
สอบถามเรื่องราวได้ความว่า เมื่อประมาณปี 2505 หรือเมื่อ 46 ปีที่แล้ว คุณยายพะยอมกับสามีหนีความยากจนจากสุพรรณบุรี มาหักร้างถางพงในพื้นที่รกร้างแห่งหนึ่งในตำบลท่าคอย อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี โดยคิดว่าไม่มีใครเป็นเจ้าของผืนดินดังกล่าว อยู่กินกันมาเรื่อยจนถึงปี 2521 จึงไปทำเรื่องขอหนังสือรับรองการทำประโยชน์(นส.3 ก.) จากสำนักงานที่ดินอำเภอท่ายาง ซึ่งที่ดินก็ได้ออก นส.3 ก. ให้ในเดือนมีนาคมปีเดียวกันนั้นเอง
“พอฉันได้ นส.3 ก. มาก็คิดว่าฉันน่ะเป็นเจ้าของที่ดินนี้แล้ว ไม่มีใครมาแย่งชิงได้ อยู่มาจนถึงกันยายน ปี 30 สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดเพชรบุรี เขาก็มีหนังสือแจ้งว่าเราบุกรุกที่ดินของราชการให้เราถอนบ้านเรือนถอนเรือนออกไป
ฉันไม่ยอมย้ายออก เพราะคิดว่าที่ดินแปลงนี้เป็นของฉัน ใบ นส.3 ก็มี ฉันเอาให้เขาดู เขาไม่พูดอะไรตอนแรก แต่ตอนหลังเขาก็มาไล่ฉันออกอีก ไล่มาตั้งแต่ปี 27-28 เรื่อยมา จนท้ายที่สุดเขาก็ฟ้องขับไล่ฉันนี่แหละ ไล่ฉันได้ยังไงฉันไม่เข้าใจ ฉันทำผิดอะไร”
ข้อเท็จจริงและข้อแนะนำ
จากการตรวจสอบรายละเอียดคำฟ้องแล้วพบว่า สิ่งที่ยายพะยอมไม่เคยรู้เลยก็คือที่ดินที่แกไปจับจองทำกินและอยู่อาศัยมาจนถึงปัจจุบันนั้น เป็นที่ดินราชพัสดุ มีกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลังเป็นเจ้าของ และได้อนุญาตให้หกรมชลประธานเข้าใช้ประโยชน์ในโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี ตามพระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตหวงห้ามที่ดินในท้องที่จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดราชบุรี จังหวัดสมุทรสงคราม และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ.2480 ประกาศก่อนที่แกจะเข้ามาจับจองทำกินในปี 2505 ถึง 25 ปี
ในเดือนตุลาคม ปี 2527 กรมประมงต้องการจะจัดตั้งสถานีประมง จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดจังหวัดเพชรบุรีจึงได้ทำเรื่องขอใช้ที่ดินและขอขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุกับกรมธนารักษ์ ซึ่งกรมธนารักษ์ได้อนุญาตให้กรมประมงใช้ประโยชน์ในที่ดินได้
เมื่อกรมประมงจะเข้าไปทำโครงการในที่ดินนี้ก็พบบ้านยายพะยอมและเพื่อนบ้านอีก 6-7 ครัวเรือนปลูกรอต้อนรับโครงการมานานแล้ว ก็เป็นงงในตอนแรกจึงได้มีหนังสือแจ้งไปที่ผู้ว่าราชการจังหวัดว่าให้ช่วยดำเนินการแก้ไขปัญหาด้วย จังหวัดเพชรบุรีได้ตรวจสอบรายละเอียดต่างๆ แล้ว จึงมีหนังสือแจ้งให้ที่ดินจังหวัดเพชรบุรีเพิกถอนหนังสือ นส.3 ก. ของยายพะยอมและเพื่อนบ้านเนื่องจากออกมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และอำเภอท่ายางก็ได้มีหนังสือแจ้งการเพิกถอนหนังสือรับรองฯ กลับมาที่ยายพะยอมตั้งแต่ปี 2534 แต่ดันส่งไปผิดบ้านทำให้แกไม่เคยรู้เลยว่าที่ดินของแกถูกเพิกถอน นส.3 ก.ไปแล้ว
หลังจากนั้นทางกรมประมงโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเพชรบุรี ได้มีการแจ้งให้ยายพะยอมและเพื่อนบ้านออกจากที่ดินมาโดยตลอด พร้อมกับมีข้อเสนอว่าหากไม่ยอมออกก็ให้ทำเรื่องเช่าขอใช้พื้นที่กับที่ราชพัสดุให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่คงไม่มีใครพยายามอธิบายให้แกได้เข้าใจ ยายพะยอมก็เลยคิดว่าที่ดินเป็นของตนชอบด้วยกฎหมายอยู่ แกเลยปฏิเสธข้อเสนอทั้งหมด
ในที่สุด กระทรวงการคลังและจังหวัดเพชรบุรีจึงมอบอำนาจให้ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเพชรบุรี ยื่นฟ้องขับไล่ยายพะยอมให้ออกจากที่ดิน
สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจกับยายพะยอมก็คือ
1. พระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตหวงห้ามที่ดินในท้องที่จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดราชบุรี จังหวัดสมุทรสงคราม และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้ออกมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2480 ประกาศก่อนที่แกจะเข้ามาจับจองทำกินในปี 2505 ถึง 25 ปี แกจึงกลายเป็นผู้บุกรุกที่ราชพัสดุโดยไม่ได้เจตนา
2. ใบ นส.3 ก. ไม่ใช่โฉนดที่ดิน นส. 3 ก. เป็นเพียงแค่หนังสือคำรับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ผู้ขออนุญาตได้ทำประโยชน์ในที่ดินนั้นแล้ว โดยมีการรังวัดและจัดทำแผนที่ของที่ดินนั้นจากภาพระวางรูปถ่ายทางอากาศเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งอาจถูกเพิกถอนเมื่อไหร่ก็ได้ หากพบหลักฐานหรือตรวจสอบได้ว่า คำรับรองที่ออกมาขัดต่อกฎหมายใดกฎหมายหนึ่ง ส่วนโฉนดที่ดิน ซึ่งเป็นหนังสือที่ทุกคนใฝ่ฝันอยากมีไว้ในครอบครองนั้นคือ หนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยมีความหมายรวมถึงโฉนดแผนที่ โฉนดตราจอง และตราจองที่มีการประทับตราว่า "ได้ทำประโยชน์แล้ว" ซึ่งออกให้ตามกฎหมายเก่า แต่ก็ถือว่ามีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ผู้เป็นเจ้าของโฉนดที่ดิน จะมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นอย่างสมบูรณ์ สามารถใช้สิทธิในที่ดินได้เต็มที่ มีสิทธิในการจัดจำหน่าย รวมถึงสิทธิในการปกป้องและขัดขวางไม่ให้บุคคลอื่นเข้ามาละเมิดสิทธิของตนในที่ดินนั้นด้วย
ดังนั้นหากยายพะยอมไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ตนได้เข้ามาจับจองครอบครองที่ดินก่อนมีประกาศในปี 2480 และประสงค์ที่จะอยู่ในที่ดินนี้ต่อไป ก็ควรที่จะไปเจรจากับราชพสัดุจังหวัดเพชรบุรีเพื่อขออนุญาตเช่าใช้ประโยชน์จากที่ดินนั้นให้เป็นเรื่องเป็นราว น่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุด
ติดตามเสียงผู้บริโภคเรื่องอื่นๆ
ใน ฉลาดซื้อ Online เร็วๆ นี้ค่ะ
| < ย้อนกลับ | ถัดไป > |
|---|



