ชมรมหนี้บัตรเครดิต


FireBoard
Welcome, Guest
Please Login or Register.    Lost Password?
พรบ. แก้ไขเพิ่มเติม ป. วิ แพ่ง (ฉบับที่ ๒๓) ๒๕๕๐ (1 viewing) (1) Guest
Go to bottom Post Reply Favoured: 0
TOPIC: พรบ. แก้ไขเพิ่มเติม ป. วิ แพ่ง (ฉบับที่ ๒๓) ๒๕๕๐
#18673
พรบ. แก้ไขเพิ่มเติม ป. วิ แพ่ง (ฉบับที่ ๒๓) ๒๕๕๐ 4 Years, 10 Months ago Karma: 5  
พระราชบัญญัติ
แกไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง (ฉบับที่ ๒๓) พ.ศ. ๒๕๕๐


ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ใหไว ณ วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐ เปนปที่ ๖๒ ในรัชกาลปจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกลาฯ ใหประกาศวา

โดยที่เปนการสมควรแกไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจํากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล
ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖ มาตรา ๔๑ มาตรา ๕๖ และมาตรา ๕๗ ของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย บัญญัติใหกระทําได โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแหงกฎหมาย
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกลา ฯ ใหตราพระราชบัญญัติขึ้นไวโดยคําแนะนําและยินยอมของ สภานิติ บัญญัติแหงชาติ ดังตอไปนี้

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกวา “พระราชบัญญัติแกไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความแพง (ฉบับที่ ๒๓) พ.ศ. ๒๕๕๐”

มาตรา ๒
พระราชบัญญัตินี้ใหใชบังคับตั้งแตวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เปนตนไป

มาตรา ๓ ใหยกเลิกความในมาตรา ๘๔ แหงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง และ ใหใชความตอไปนี้แทน
“มาตรา ๘๔ การวินิจฉัยปญหาขอเท็จจริงในคดีใดจะตองกระทําโดยอาศัยพยานหลักฐาน ในสํานวนคดีนั้น เวนแต
(๑) ขอเท็จจริงซึ่งรูกันอยูทั่วไป (๒) ขอเท็จจริงซึ่งไมอาจโตแยงได หรือ (๓) ขอเท็จจริ งที่คูความรับหรือถือวารับกันแลวในศาล”

มาตรา ๔ ใหเพิ่มความตอไปนี้เปนมาตรา ๘๔/๑ แหงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง “มาตรา ๘๔/๑ คูความฝายใดกลาวอางขอเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคําคูความของตนใหคูความ
ฝายนั้นมีภาระการพิสูจนขอเท็จจริงนั้น แตถามีขอสันนิษฐานไวในกฎหมายหรือมีขอสันนิษฐานที ่ควร จะเปนซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณเปนคุณแกคูความฝายใด คูความฝายนั้นตองพิสูจน เพียงวาตนไดปฏิบัติตามเงื่อนไขแหงการที่ตนจะไดรับประโยชนจากขอสันนิษฐานนั้นครบถ นแลว”

มาตรา ๕ ใหยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา ๘๘ แหงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพง ซึ่งแกไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแกไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิ ธีพิจารณาความแพง (ฉบับที่ ๑๔) พ.ศ. ๒๕๓๘ และใหใชความตอไปนี้แทน
“มาตรา ๘๘ เมื่อคูความฝายใดมีความจํานงที่จะอางอิงเอกสารฉบับใดหรือคําเบิกความของ พยานคนใด หรือมีความจํานงที่จะใหศาลตรวจบุคคล วัตถุ สถานที่ หรืออางอิงความเห็นของ ผูเชี่ยวชาญที่ศาลตั้งหรือความเห็นของผูมีความรูเชี่ยวชาญ เพ ื่อเปนพยานหลักฐานสนับสนุนขออางหรือ ขอเถียงของตน ใหคูความฝายนั้นยื่นบัญชีระบุพยานตอศาลกอนวันสืบพยานไมนอยกวาเจ็ดวัน โดยแสดง เอกสารหรือสภาพของเอกสารที่จะอาง และรายชื่อ ที่อยูของบุคคล ผูมีความรูเชี่ยวชาญ วัตถุ หรือ สถานที่ซึ่งคูความฝายนั้นระบุอางเปนพยานหลักฐาน หรือขอใหศาลไปตรวจ หรือขอใหตั้งผูเชี่ยวชาญ แลวแตกรณี พรอมทั้งสําเนาบัญชีระบุพยานดังกลาวในจํานวนที่เพียงพอ เพื่อใหคูความฝายอื่นมารับไป จากเจาพนักงานศาล”

มาตรา ๖ ใหยกเลิกความในมาตรา ๘๙ แหงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง และ ใหใชความตอไปนี้แทน
“มาตรา ๘๙ คูความฝายใดประสงคจะนําสืบพยานหลักฐานของตนเพื่อพิสูจนตอพยานของ คูความฝายอื่นในกรณีตอไปนี้

(๑) หักลางหรือเปลี่ยนแปลงแกไขถอยคําพยานในขอความทั้งหลายซึ่งพยานเชนวานั้นเปนผูรู เห็น หรือ
(๒) พิสูจนขอความอยางหนึ่งอยางใดอันเกี่ยวดวยการกระทํา ถอยคํา เอกสาร หรือ พยานหลักฐานอื่นใดซึ่งพยานเชนวานั้นไดกระทําขึ้น ใหคูความฝายนั้นถามคานพยานดังกลาวเสียในเวลาที่พยานเบิกความ เพื่อให พยานมีโอกาสอธิบายถึง ขอความเหลานั้น แมวาพยานนั้นจะมิไดเบิกความถึงขอความดังกลาวก็ตาม
ในกรณีที่คูความฝายนั้นมิไดถามคานพยานของคูความฝายอื่นไวดังกลาวมาขางตนแลว ตอมา นําพยานหลักฐานมาสืบถึงขอความนั้น คูความฝายอื่นที่สืบพยานนั้นไวชอบที่จะคัดคานไดในขณะที่ คูความฝายนั้นนําพยานหลักฐานมาสืบ และในกรณีเชนวานี้ ใหศาลปฏิ เสธไมยอมรับฟงพยานหลักฐาน เชนวามานั้น
ในกรณีที่คูความฝายที่ประสงคจะนําสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจนตอพยานตามวรรคหนึ่ง แสดงใหเปนที่พอใจของศาลวา เมื่อเวลาพยานเบิกความนั้นตนไมรูหรือไมมีเหตุอันควรรูถึงขอความ ดังกลาวมาแลว หรือถาศาลเห็นวาเพื่อประโยชนแหงความยุติธรรมจําเปนต องสืบพยานหลักฐานเชนวานี้ ศาลจะยอมรับฟงพยานหลักฐานเชนวานี้ก็ได แตในกรณีเชนนี้ คูความอีกฝายหนึ่งจะขอใหเรียก พยานหลักฐานที่เกี่ยวของมาสืบอีกก็ได หรือเมื่อศาลเห็นสมควรจะเรียกมาสืบเองก็ได”

มาตรา ๗ ใหยกเลิกความในมาตรา ๙๓ แหงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง ซึ่งแกไข เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแกไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง ( ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๔๙๒ และใหใชความตอไปนี้แทน
“มาตรา ๙๓ การอางเอกสารเปนพยานหลักฐานใหยอมรับฟงไดเฉพาะตนฉบับเอกสารเทานั้น เวนแต
(๑) เมื่อคูความที่เกี่ยวของทุกฝายตกลงกันวาสําเนาเอกสารนั้นถูกตองแลวใหศาลยอมรับฟ สําเนาเชนวานั้นเปนพยานหลักฐาน
(๒) ถาตนฉบับเอกสารนํามาไมได เพราะถูกทําลายโดยเหตุส ุดวิสัย หรือสูญหาย หรือไม สามารถนํามาไดโดยประการอื่น อันมิใชเกิดจากพฤติการณที่ผูอางตองรับผิดชอบ หรือเมื่อศาลเห็นวา เปนกรณีจําเปนและเพื่อประโยชนแหงความยุติธรรมที่จะตองสืบสําเนาเอกสารหรือพยานบุคค แทน ตนฉบับเอกสารที่นํามาไมไดนั้น ศาลจะอนุญาตใหนําสําเนาหรือพยานบุคคลมาสืบก็ได
(๓) ตนฉบับเอกสารที่อยูในความอารักขาหรือในความควบคุมของทางราชการนั้นจะนํามา แสดงไดตอเมื่อไดรับอนุญาตจากทางราชการที่เกี่ยวของเสียกอน อนึ่ง สําเนาเอกสารซึ่งผูมีอํานาจ หนาที่ไดรับรองวาถูกตองแลว ใหถือวาเปนอันเพียงพอในการที่จะนํามาแสดง เวนแตศาลจะไดกําหนด เปนอยางอื่น
(๔) เมื่อคูความฝายที ่ถูกคูความอีกฝายหนึ่งอางอิงเอกสารมาเปนพยานหลักฐานยันตนมิไดคัดคาน การนําเอกสารนั้นมาสืบตามมาตรา ๑๒๕ ใหศาลรับฟงสําเนาเอกสารเชนวานั้นเปนพยานหลักฐานได แตทั้งนี้ไมตัดอํานาจศาลตามมาตรา ๑๒๕ วรรคสาม”

มาตรา ๘ ใหเพิ่มความตอไปนี้เปนมาตรา ๙๕/๑ แหงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง “มาตรา ๙๕/๑ ขอความซึ่งเปนการบอกเลาที่พยานบุคคลใดนํ ามาเบิกความตอศาลก็ดี หรือ ที่บันทึกไวในเอกสารหรือวัตถุอื่นใดซึ่งไดอางเปนพยานหลักฐานตอศาลก็ดี หากนําเสนอเพื่อพิสูจน ความจริงแหงขอความนั้น ใหถือเปนพยานบอกเลา หามมิใหศาลรับฟงพยานบอกเลา เวนแต (๑) ตามสภาพ ลักษณะ แหลงที่มา และขอเท็จจริงแวดลอมของพยานบอกเลานั้น น าเชื่อวาจะพิสูจนความจริงได หรือ (๒) มีเหตุจําเปนเนื่องจากไมสามารถนําบุคคลซึ่งเปนผูที่ไดเห็น ไดยิน หรือทราบขอความเกี่ยวในเรื่องที่จะใหการเปนพยานนั้นดวยตนเองโดยตรงมาเปนพยานได และมีเหตุผลสมควรเพื่อ ประโยชนแหงความยุติธรรมที่จะรับฟงพยานบอกเลานั้น ในกรณีที่ศาลเห็นวาไมควรร ับไวซึ่งพยานบอกเลาใด ใหนําความในมาตรา ๙๕ วรรคสอง มาใชบังคับโดยอนุโลม”

มาตรา ๙ ใหเพิ่มความตอไปนี้เปนมาตรา ๑๐๑/๑ และมาตรา ๑๐๑/๒ แหงประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพง “มาตรา ๑๐๑/๑ ในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินซึ่งจําเปนตองสืบพยานหลักฐานใดเปนการเรงดวน และไมสามารถแจงใหคูความฝายอื่นทราบก อนได เมื่อมีการยื่นคําขอตามมาตรา ๑๐๑ พรอมกับคําฟอง หรือคําใหการหรือภายหลังจากนั้น คูความฝายที่ขอจะยื่นคําขอฝายเดียวโดยทําเปนคํารองรวมไปดวย เพื่อใหศาลมีคําสั่งโดยไมชักชาก็ได และถาจําเปนจะขอใหศาลมีคําสั่งใหยึดหรือใหสงตอศาลซึ่งเอกสาร หรือวัตถุที่จะใชเปนพยานหลักฐานที่ขอสืบไวกอนดวยก็ได
คํารองตามวรรคหนึ่งตองบรรยายถ ึงขอเท็จจริงที่แสดงวามีเหตุฉุกเฉินซึ่งจําเปนตองสืบ พยานหลักฐานใดโดยเรงดวนและไมสามารถแจงใหคูความฝายอื่นทราบกอนได รวมทั้งความเสียหายที่ จะเกิดขึ้นจากการที่มิไดมีการสืบพยานหลักฐานดังกลาว สวนในกรณีที่จะขอใหศาลมีคําสั่งใหยึดหรือใหสงตอศาลซึ่งเอกสารหรือวัตถุที่จะใชเป นพยานหลักฐาน คํารองนั้นตองบรรยายถึงขอเท็จจริงที่แสดง ถึงความจําเปนที่จะตองยึดหรือใหสงเอกสารหรือวัตถุนั้นวามีอยูอยางไร ในการนี้หามมิใหศาลอนุญาต ตามคํารองนั้น เวนแตจะเปนที่พอใจของศาลจากการไตสวนวามีเหตุฉุกเฉินและมีความจําเปนตาม คํารองนั ้นจริง แตทั้งนี้ไมตัดสิทธิคูความฝายอื่นที่จะขอใหศาลออกหมายเรียกพยานดังกลาวมาศาล เพื่อถามคานและดําเนินการตามมาตรา ๑๑๗ ในภายหลัง หากไมอาจดําเนินการดังกลาวได ศาลตองใช ความระมัดระวังในการชั่งน้ําหนักพยานหลักฐาน
มาตรา ๑๐๑/๒ ในกรณีที่ศาลมีคําสั่งอนุญาตตามคําขอใหยึดหรือใหสงเอกสารหรือวัตถุที่จะ ใช เปนพยานหลักฐาน ศาลอาจกําหนดเงื่อนไขอยางใดตามที่เห็นสมควร และจะสั่งดวยวาใหผูขอนําเงิน หรือหาประกันตามจํานวนที่เห็นสมควรมาวางศาลเพื่อการชําระคาสินไหมทดแทนสําหรับความเสีย าย ที่อาจเกิดขึ้นแกบุคคลใด เนื่องจากศาลไดมีคําสั่งโดยมีความเห็นหลงไปวามีเหตุจําเปนโดยความผิดหรือ เลินเลอของผูขอก็ได
ใหนําความในมาตรา ๒๖๑ มาตรา ๒๖๒ มาตรา ๒๖๓ มาตรา ๒๖๗ มาตรา ๒๖๘ และ มาตรา ๒๖๙ มาใชบังคับแกกรณีตามวรรคหนึ่งโดยอนุ โลม และในกรณีที่ทรัพยซึ่งศาลสั่งยึดนั้นเปน ของบุคคลที่สาม ใหบุคคลที่สามมีสิทธิเสมือนเปนจําเลยในคดี และเมื่อหมดความจําเปนที่จะใช เอกสารหรือวัตถุนั้นเปนพยานหลักฐานตอไปแลว เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อผูมีสิทธิจะไดรับคืนรองขอ ใหศาลมีคําสั่งคืนเอกสารหรือวัตถุนั ้นแกผูขอ”

มาตรา ๑๐ ใหเพิ่มความตอไปนี้เปนมาตรา ๑๐๓/๑ มาตรา ๑๐๓/๒ และมาตรา ๑๐๓/๓ แหงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง
“มาตรา ๑๐๓/๑ ในกรณีที่คูความตกลงกัน และศาลเห็นเปนการจําเปนและสมควร ศาลอาจแตงตั้ง เจาพนักงานศาลหรือเจาพนักงานอื่นซึ่งคูความเห็นชอบใหทําการสืบพยานหลักฐานสวนใดสว หนึ่ง ที่จะตองกระทํานอกศาลแทนได
ใหเจ าพนักงานผูปฏิบัติหนาที่ตามวรรคหนึ่งเปนเจาพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และใหนําความในมาตรา ๑๐๓ มาใชบังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๑๐๓/๒ คูความฝายที่เกี่ยวของอาจรองขอตอศาลใหดําเนินการสืบพยานหลักฐาน ไปตามวิธีการที่คูความตกลงกัน ถาศาลเห็นสมควรเพื่อใหการสืบพยานหลักฐานเปนไปโดยสะดวก รวดเร็ว และเท ี่ยงธรรม ศาลจะอนุญาตตามคํารองขอนั้นก็ได เวนแตการสืบพยานหลักฐานนั้นจะเปน การไมชอบดวยกฎหมายหรือขัดตอความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
มาตรา ๑๐๓/๓ เพื่อใหการสืบพยานหลักฐานเปนไปโดยสะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรม ประธานศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญของศาลฎีกามีอํานาจออกขอกําหนดใด ๆ เพิ่มเติม เกี่ยวกับแนวทางการนําสืบพยานหลักฐานได แตตองไมขัดหรือแยงกับบทบัญญัติในกฎหมาย
ขอกําหนดของประธานศาลฎีกาตามวรรคหนึ่ง เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแลว ใหใชบังคับได”

มาตรา ๑๑ ใหเพิ่มความตอไปนี้เป นวรรคสองของมาตรา ๑๐๔ แหงประมวลกฎหมายวิธี
พิจารณาความแพง “ในการวินิจฉัยวาพยานบอกเลาตามมาตรา ๙๕/๑ หรือบันทึกถอยคําที่ผูใหถอยคํามิไดมาศาล
ตามมาตรา ๑๒๐/๑ วรรคสามและวรรคสี่ หรือบันทึกถอยคําตามมาตรา ๑๒๐/๒ จะมีน้ําหนัก ใหเชื่อไดหรือไมเพียงใดนั้น ศาลจะตองกระทําดวยความระม ัดระวังโดยคํานึงถึงสภาพ ลักษณะ และแหลงที่มาของพยานบอกเลาหรือบันทึกถอยคํานั้นดวย”

มาตรา ๑๒ ใหยกเลิกความในมาตรา ๑๐๖ แหงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง และใหใชความตอไปนี้แทน
“มาตรา ๑๐๖ ในกรณีที่คูความฝายใดไมสามารถนําพยานของตนมาศาลไดเอง คูความฝายนั้น อาจขอตอศาลกอนวันสืบพยานใหออกหมายเรียกพยานนั้นมาศาลได  โดยศาลอาจใหคูความฝายนั้น แถลงถึงความเกี่ยวพันของพยานกับขอเท็จจริงในคดีอันจําเปนที่จะตองออกหมายเรียกพยานดั กลาวดวย และตองสงหมายเรียกพรอมสําเนาคําแถลงของผูขอใหพยานรูลวงหนาอยางนอยสามวัน
หมายเรียกพยานตองมีขอความดังนี้ (๑) ชื่อและตําบลที่อยูของพยาน ชื่อคูความ ศาล และทนายความฝายผูขอ (๒) สถานที่และวันเวลาซึ่งพยานจะตองไป (๓) กําหนดโทษที ่จะตองรับในกรณีที่ไมไปตามหมายเรียกหรือเบิกความเท็จ ถาศาลเห็นวาพยานจะไมสามารถเบิกความไดโดยมิไดตระเตรียม ศาลจะจดแจงขอเท็จจริง
ซึ่งพยานอาจถูกซักถามลงไวในหมายเรียกดวยก็ได”

มาตรา ๑๓ ใหเพิ่มความตอไปนี้เปนมาตรา ๑๐๖/๑ แหงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง “มาตรา ๑๐๖/๑ หามมิใหออกหมายเรียกพยานดังตอไปนี้ (๑) พระมหากษัตริย พระราชินี พระรัชทายาท หร ือผูสําเร็จราชการแทนพระองคไมวาในกรณีใด ๆ (๒) พระภิกษุและสามเณรในพุทธศาสนา ไมวาในกรณีใด ๆ (๓) ผูที่ไดรับเอกสิทธิ์หรือความคุมกันตามกฎหมาย
ในกรณีตาม (๒) และ (๓) ใหศาลหรือผูพิพากษาที่รับมอบ หรือศาลที่ไดรับแตงตั้งออกคําบอก กลาววาจะสืบพยานนั้น ณ สถานที่และวันเวลาใดแทนการออกหมายเรียก โดยในกรณีตาม (๒) ใหสงไปยังพยาน สวนตาม (๓) ใหสงคําบอกกลาวไปยังสํานักงานศาลยุติธรรมเพื่อดําเน ินการ ตามบทบัญญัติวาดวยการนั้น หรือตามหลักกฎหมายระหวางประเทศ”

มาตรา ๑๔ ใหยกเลิกความในมาตรา ๑๐๘ แหงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง และใหใชความตอไปนี้แทน
“มาตรา ๑๐๘ พยานที่ไดรับหมายเรียกโดยชอบดังที่บัญญัติไวในมาตรา ๑๐๖ และมาตรา ๑๐๗ นั้น จําตองไป ณ สถานที่และตามวันเวลาที่กําหนดไว เวนแตมีเหตุเจ ็บปวยหรือมีขอแกตัวอันจําเปน อยางอื่นโดยไดแจงเหตุนั้นใหศาลทราบแลว และศาลเห็นวาขออางหรือขอแกตัวนั้นฟงได”

มาตรา ๑๕ ใหยกเลิกความในมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ แหงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพง และใหใชความตอไปนี้แทน
“มาตรา ๑๑๑ เมื่อศาลเห็นวาคําเบิกความของพยานที่ไมมาศาลเปนขอสําคัญในการวินิจฉัย ชี้ขาดคดี
(๑) แตศาลเห็นวาขออางวาพยานไมสามารถมาศาลนั้นเปนเพราะเหตุเจ็บปวยของพยาน หรือ พยานมีขอแกตัวอันจําเปนอยางอื่นที่ฟงได ศาลจะเลื่อนการนั่งพิจารณาคดีไปเพื่อใหพยานมาศาลหรือ เพื่อสืบพยานนั้น ณ สถานที่และเวลาอันควรแกพฤติการณก็ได หรือ
(๒) ศาลเห็นวาพยานไดรับหมายเรียกโดยชอบแลว จงใจไมไปยังศาลหรือไมไป ณ สถานท ี่และ ตามวันเวลาที่กําหนดไว หรือไดรับคําสั่งศาลใหรอคอยอยูแลวจงใจหลบเสีย ศาลจะเลื่อนการนั่งพิจารณา คดีไปและออกหมายจับและเอาตัวพยานกักขังไวจนกวาพยานจะไดเบิกความตามวันที่ศาลเห็นสมคว ก็ได ทั้งนี้ ไมเปนการลบลางโทษตามที่บัญญัติไวในประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๑๑๒ กอนเบิกความพยานทุกคนตองสาบานตนตามลัทธิศาสนาหรือจารีตประเพณี แหงชาติของตน หรือกลาวคําปฏิญาณว าจะใหการตามความสัตยจริงเสียกอน เวนแต
(๑) พระมหากษัตริย พระราชินี พระรัชทายาท หรือผูสําเร็จราชการแทนพระองค (๒) บุคคลที่มีอายุต่ํากวาสิบหาป หรือบุคคลที่ศาลเห็นวาหยอนความรูสึกผิดและชอบ (๓) พระภิกษุและสามเณรในพุทธศาสนา (๔) บุคคลซึ่งคูความทั้งสองฝายตกลงกันวาไมตองใหสาบานหรือกลาวคําปฏิญาณ”

มาตรา ๑๖ ใหยกเลิกความในมาตรา ๑๑๕ แหงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง และใหใชความตอไปนี้แทน
“มาตรา ๑๑๕ พระมหากษัตริย พระราชินี พระรัชทายาท ผูสําเร็จราชการแทนพระองค หรือพระภิกษุและสามเณรในพุทธศาสนา แมมาเปนพยานจะไมยอมเบิกความหรือตอบคําถามใด ๆ ก็ได สําหรับบุคคลที่ไดรับเอกสิทธิ์หร ือความคุมกันตามกฎหมายจะไมยอมเบิกความหรือตอบคําถามใด ๆ ภายใตเงื่อนไขที่กําหนดไวตามกฎหมายนั้น ๆ ก็ได”

มาตรา ๑๗ ใหเพิ่มความตอไปนี้เปนมาตรา ๑๒๐/๑ มาตรา ๑๒๐/๒ มาตรา ๑๒๐/๓ และ มาตรา ๑๒๐/๔ แหงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง
“มาตรา ๑๒๐/๑ เมื่อคูความฝายใดฝายหนึ่งมีคํารองและคูความอีกฝายไม คัดคาน และศาล เห็นสมควรศาลอาจอนุญาตใหคูความฝายที่มีคํารองเสนอบันทึกถอยคําทั้งหมดหรือแตบางส นของผูที่ตน ประสงคจะอางเปนพยานยืนยันขอเท็จจริงหรือความเห็นของผูใหถอยคําตอศาลแทนการซักถา ผูให ถอยคําเปนพยานตอหนาศาลได
คูความที่ประสงคจะเสนอบันทึกถอยคําแทนการซักถามพยานดังกลาวตามวรรคหนึ่ง จะตอง ยื่นคํารองแสดงความจํานงพรอมเหตุผลตอศาลกอนวันชี้สองสถาน หรือกอนวันสืบพยาน ในกรณีที่ไมมี การชี้สองสถาน และใหศาลพิจารณากําหนดระยะเวลาที่คูความจะตองยื่นบันทึกถอยคําดังกลาวตอศาล และสงสําเนาบันทึกถอยคํานั้นใหคูความอีกฝายหนึ่งทราบลวงหนาไมนอยกวาเจ็ดวันก นวันสืบพยาน คนนั้น เมื่อม ีการยื่นบันทึกถอยคําตอศาลแลวคูความที่ยื่นไมอาจขอถอนบันทึกถอยคํานั้น บันทึก ถอยคํานั้นเมื่อพยานเบิกความรับรองแลวใหถือวาเปนสวนหนึ่งของคําเบิกความตอบคําซัก าม
ใหผูใหถอยคํามาศาลเพื่อเบิกความตอบคําซักถามเพิ่มเติม ตอบคําถามคาน และคําถามติงของคูความ หากผูใหถอยคําไมมาศาล ใหศาลปฏิเสธที่จะรั บฟงบันทึกถอยคําของผูนั้นเปนพยานหลักฐานในคดี แตถาศาลเห็นวาเปนกรณีจําเปนหรือมีเหตุสุดวิสัยที่ผูใหถอยคําไมสามารถมาศาลได และเพื่อประโยชน แหงความยุติธรรม จะรับฟงบันทึกถอยคําที่ผูใหถอยคํามิไดมาศาลนั้นประกอบพยานหลักฐานอื่นก็ได
ในกรณีที่คูความตกลงกันใหผูใหถอยคําไมตองมาศาล หรือคูความอีกฝายหนึ่งยินยอมหรือไม ติดใจถามคาน ให ศาลรับฟงบันทึกถอยคําดังกลาวเปนพยานหลักฐานในคดีได
มาตรา ๑๒๐/๒ เมื่อคูความมีคํารองรวมกันและศาลเห็นสมควร ศาลอาจอนุญาตใหเสนอ บันทึกถอยคํายืนยันขอเท็จจริงหรือความเห็นของผูใหถอยคําซึ่งมีถิ่นที่อยูในตางปร เทศตอศาลแทน การนําพยานบุคคลมาเบิกความตอหนาศาลได แตทั้งนี้ไมตั ดสิทธิผูใหถอยคําที่จะมาศาลเพื่อใหการเพิ่มเติม
สําหรับลายมือชื่อของผูใหถอยคําใหนํามาตรา ๔๗ วรรคสาม มาใชบังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๑๒๐/๓ บันทึกถอยคําตามมาตรา ๑๒๐/๑ และมาตรา ๑๒๐/๒ ใหมีรายการดังตอไปนี้ (๑) ชื่อศาลและเลขคดี (๒) วัน เดือน ป และสถานที่ที่ทําบันทึกถอยคํา (๓) ชื่อและสกุลของคูความ (๔) ชื่อ สกุล อายุ ที่อยู และอาชีพ ของผูใหถอยคํา และความเกี่ยวพันกับคูความ (๕) รายละเอียดแหงขอเท็จจริง หรือความเห็นของผูใหถอยคํา (๖) ลายมือชื่อของผูใหถอยคําและคูความฝายผูเสนอบันทึกถอยคํา หามมิใหแกไขเพิ่มเติมบันทึกถอยคําที่ไดยื่นไวแลวตอศาล เวนแตเปนการแกไขขอผิดพลาด
หรือผิดหลงเล็กนอย มาตรา ๑๒๐/๔ คูความฝายใดฝายหนึ่งอาจขอใหศาลทําการสืบพยานบุคคลที่อยูนอกศาลโดยระบบ
การประชุมทางจอภาพได โดยคูความฝายที่อางพยานตองเปนผูรั บผิดชอบในเรื่องคาใชจาย หากศาลเห็นวา เพื่อประโยชนแหงความยุติธรรมศาลจะอนุญาตตามคํารองนั้นก็ได โดยใหศาลดําเนินกระบวนพิจารณา ไปตามขอกําหนดแนวทางการสืบพยานของประธานศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญของ ศาลฎีกาที่ออกตามมาตรา ๑๐๓/๓ รวมทั้งระบุวิธีการสืบพยาน สถานที่ และสักขีพยานในการสืบพยาน ตามขอกําหนดของประธานศาลฎีกาดังกลาว และไมถือวาคาใชจายนั้นเปนคาฤชาธรรมเนียมในการดําเนินคดี การเบิกความตามวรรคหนึ่งให ถือวาพยานเบิกความในหองพิจารณาของศาล”

มาตรา ๑๘ ใหเพิ่มความตอไปนี้เปนวรรคสองของมาตรา ๑๒๑ แหงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง “ความในวรรคหนึ่งไมใชบังคับกับกรณีที่มีการใชบันทึกถอยคําแทนการเบิกความของพยานตาม าตรา ๑๒๐/๑ หรือมาตรา ๑๒๐/๒ หรือกรณีที่มีการสืบพยานโดยใชระบบการประชุมทางจอภาพ ตามมาตรา ๑๒๐/๔ หรือกรณีที่มีการบันทึกการเบิกความของพยานโดยใชวิธีการบันทึกลงในวัสดุ ซึ่งสามารถถายทอดออกเปนภาพหรือเสียงหรือโดยใชวิธีการอื่นใดซึ่งคูความและพยานสามารถ รวจสอบ ถึงความถูกตองของบันทึกการเบิกความนั้นได แตถาคูความฝายใดฝายหนึ่งหรือพยานขอตรวจดูบันทึก การเบิกความของพยานนั้น ใหศาลจัดใหมีการตรวจดูบันทึกการเบิกความนั้น”

มาตรา ๑๙ ใหเพิ่มความตอไปนี้เปนมาตรา ๑๒๘/๑ แหงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพง
“มาตรา ๑๒๘/๑ ในกรณีที่จําเปนตองใชพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตรเพื่อพิสูจนขอเท็จจริง ใดที่เปนประเด็นสําคัญแหงคดี เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคูความฝายใดฝายหนึ่งรองขอ ศาลมีอํานาจ สั่งใหทําการตรวจพิสูจนบุคคล วัตถุหรือเอกสารใด ๆ โดยวิธีการทางวิทยาศาสตรได

ในกรณีที่พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตรจะสามารถพิสูจนใหเห็นถึงขอเท็จจริงที่ทําใหศาล วินิจฉัยชี้ขาดคดีไดโดยไมตองสืบพยานหลักฐานอื่นอีก เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคูความฝายใดฝายหนึ่ง รองขอ ศาลอาจสั่งใหทําการตรวจพิสูจนตามวรรคหนึ่งโดยไมตองรอใหถึงวันสืบพยานตามปกติก็ได
ในกรณีที่การตรวจพิสูจนตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองจําเปนตองเก็บตัวอยาง เลือด เนื้อเยื่อ ผิวหนัง เสนผมหรือขน ปสสาวะ อุจจาระ น้ําลายหรือสารคัดหลั่งอื่น สารพันธุกรรม หรือ สวนประกอบอื่นของรางกาย หรือสิ่งที่อยูในรางกายจากคูความหรือบุคคลใด ศาลอาจใหคูความหรือ บุคคลใดรับการตรวจพิสูจนจากแพทยหรือผูเชี่ยวชาญอื่นได แตตองกระทําเพียงเท าที่จําเปนและสมควร ทั้งนี้ ถือเปนสิทธิของคูความหรือบุคคลนั้นที่จะยินยอมหรือไมก็ได
ในกรณีที่คูความฝายใดไมยินยอมหรือไมใหความรวมมือตอการตรวจพิสูจนตามวรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง หรือไมใหความยินยอมหรือกระทําการขัดขวางมิใหบุคคลที่เกี่ยวของใหความยินยอมตอ การตรวจเก็บตัวอยางสวนประกอบของรางกายตามวรรคสาม ก็ใหสันนิษฐานไวก อนวาขอเท็จจริง เปนไปตามที่คูความฝายตรงขามกลาวอาง
คาใชจายในการตรวจพิสูจนตามมาตรานี้ ใหคูความฝายที่รองขอใหตรวจพิสูจนเปน ผูรับผิดชอบโดยใหถือวาเปนสวนหนึ่งของคาฤชาธรรมเนียม แตถาผูรองขอไมสามารถเสียคาใชจายได หรือเปนกรณีที่ศาลเปนผูสั่งใหตรวจพิสูจน ใหศาลสั่งจายตามระเบียบที่คณะกรรมการบริหารศาล ยุติธรรมกําหนด สวนความรับผิดในคาใชจายดังกลาวใหเปนไปตามมาตรา ๑๕๘ หรือมาตรา ๑๖๑”

มาตรา ๒๐ พระราชบัญญัตินี้ไมมีผลกระทบถึงกระบวนพิจารณาใด ๆ ที่ไดกระทําไปแลว กอนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใชบังคับ สวนกระบวนพิจารณาใดที่ยังมิไดกระทําจนลวงพนกํ าหนดเวลาที่ จะตองกระทําตามกฎหมายที่ใชบังคับอยูกอนพระราชบัญญัตินี้ แตยังอยูในกําหนดเวลาที่อาจกระทําได ตามบทบัญญัติที่แกไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ใหดําเนินกระบวนพิจารณานั้นไดภายในกําหนดเวลา ตามบทบัญญัติดังกลาว

มาตรา ๒๑ ใหประธานศาลฎีการักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

ผูรับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก สุรยุทธ จุลานนท
นายกรัฐมนตรี



หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใชพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เปนการสมควรแกไขเพิ่มเติม บทบัญญัติในภาค ๑ ลักษณะ ๕ วาดวยพยานหลักฐานแหงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง ใหทันสมัย และสอดคลองกับสภาวการณทางเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาดานเทคโนโลยีของประเทศในปจจุบัน จึงจําเปนตองตราพระราชบัญญัตินี้
 
Report to moderator   Logged Logged  
  The administrator has disabled public write access.
Go to top Post Reply
Powered by FireBoardget the latest posts directly to your desktop

ร่วมสนับสนุนมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค


หนังสือในเครือฉลาดซื้อ
You are here  : หน้าหลัก