ชมรมหนี้บัตรเครดิต

ข่าวบัตรเครดิตและสินเชื่อ


16 ส.ค.53 รัฐบาลเตรียมประกาศแก้ไขหนี้ทุกภาคส่วน PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Greeny   
วันอังคารที่ 03 สิงหาคม 2010 เวลา 10:42

นายกฯเตรียมประกาศแพคเกจแก้ไขหนี้ประชาชนทุกภาคส่วนกลางเดือนสิงหาคมนี้

ด้าน “กรณ์” เผย เตรียมใช้กลไกแบงก์รัฐเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไข พร้อมเล็งตั้งบริษัทลูกใน ธ.ก.ส.และออมสิน เพื่อทำหน้าที่ปล่อยสินเชื่อประชาชนระดับรากหญ้า  
 
เมื่อวันที่ 2 ส.ค. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ สินของประชาชนในทุกภาคส่วน เช่น หนี้สินเกษตรกร หนี้บัตรเครดิตและหนี้สินครู เพื่อประกาศเป็นยุทธศาสตร์การดำเนินนโยบายของรัฐบาลในวาระต่อไป โดยคาดว่า จะได้ข้อสรุปภายในกลางเดือนส.ค.นี้ และ ขณะนี้อยู่ระหว่างการนัดหมายกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีที่จะเป็นผู้แถลงเปิดประเด็นดัง กล่าวในวันที่ 16 ส.ค.นี้ 
 
“วันที่ 16 ส.ค.นี้ จะเป็นวันที่นายกรัฐมนตรีจะเปิดประเด็นถึงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่มีต่อการ แก้ไขปัญหาหนี้ประชาชนซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญ โดยวันก่อนที่ประชุมพรรค ก็มีการหารือกันว่า ช่วงที่เราเป็นรัฐบาล ภาระแรก คือ ดูแลหนี้ประชาชนและดูแลเรื่องรายได้ โดยเรื่องหนี้สินนั้น มีหลากหลายประเด็นที่ต้องขับเคลื่อน ที่ผ่านมา ก็มีการผลักดันแก้หนี้นอกระบบ ก็จะแถลงเรื่องนี้ว่า จะทำอย่างไรต่อไป ก็มีประชาชนจำนวนมากที่โอนหนี้มาอยู่ในระบบ จะมีมาตรการดูแลรักษา ทั้งเรื่องของวินัยและโอกาสอย่างต่อเนื่อง ส่วนประชาชนที่มาขึ้นทะเบียนแต่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ เราก็จะมีการช่วยเหลือต่อไป”  

 
สำหรับปัญหาหนี้สินของครู เป็นประเด็นที่ได้มีการปรึกษากับทาง รมว.ศึกษาธิการและทางสำนักนายกรัฐ มนตรี ซึ่งถือว่า เป็นปัญหาใหญ่ ที่ต้องได้รับการดูแล เพราะส่งผลต่อคุณภาพการศึกษา ทั้งนี้ สถาบันการเงินของรัฐจะเป็นหนึ่งในกลไกที่จะเข้ามาช่วยเหลือประเด็นดังกล่าว ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลก็ได้ใช้กลไกนี้ โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการยกหนี้ หรือ ใช้เงินภาษีของประชาชนเข้ามาแก้ไข 
 
“ไม่ว่า ระดับพรรค หรือระดับรัฐบาล เราก็ตระหนักเรื่องหนี้สินของประชาชน ซึ่งรัฐบาลตั้งใจให้ความ สำคัญต่อไป ก็มีแต่รัฐบาลนี้ที่เอาจริงเรื่องแก้ไขหนี้ ที่ผ่านมา เราสามารถประยุกต์แนวทางการแก้ไข โดยไม่อาศัยยกหนี้ หรือ ใช้เงินภาษีประชาชนมา แต่รัฐบาลใช้กลไกธนาคารรัฐ และใช้เกณฑ์การรักษาวินัย ก็อยากพูดว่า สำหรับประชาชนที่มีวินัยที่จะเข้าสู่ระบบ รัฐบาลพร้อมที่จะหาแนววิธีดูแล แต่ส่วนประชาชนที่ยังไม่พร้อม ก็คงเป็นเรื่องยากที่รัฐบาลจะช่วย” นายกรณ์ กล่าว 
 
สำหรับการแก้ไขปัญหาหนี้สินของ เกษตรกรในส่วนที่เป็นสมาชิกของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูหนี้สินเกษตร กรนั้น ได้รับการตอบรับอย่างไม่เป็นทางการจากทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า ทางสถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สามารถดำเนินการปรับลดหนี้สินลง 50% ให้แก่เกษตรกรได้ โดยไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งในส่วนความเห็นของกระทรวงการคลังก็น่าจะมีข้อสรุปได้เร็วๆนี้ 
 
ทั้งนี้ ธ.ก.ส.และธนาคารออมสิน ควรเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชนมากขึ้น ผ่านการจัดตั้งบริษัทลูกในองค์กร เพื่อทำหน้าที่ให้สินเชื่อแก่ประชาชนระดับรากหญ้าที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่ง ทุนได้อย่างแท้จริง ซึ่งแนวทางปฏิบัติที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น คือ จะต้องให้บริการที่มีความแตกต่างจากการให้บริการโดยปกติของสถาบันการเงิน โดยการปรับทัศนคติของการให้บริการ ซึ่งต้องยอมรับว่า เป็นเรื่องที่ยากสำหรับการขับเคลื่อน ฉะนั้น การเริ่มสร้างทัศนคติในเรื่องดังกล่าวในองค์กรขนาดเล็ก ก็น่าจะช่วยได้ ทั้งหมดนี้ เป็นประเด็นที่ฝากไว้กับ 2 ธนาคาร  
 
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้ส่งร่าง พ.ร.บ.ทวงถามหนี้อย่างไม่เป็นธรรมเพื่อเตรียมเข้าสู่การพิจารณาของคณะ รัฐมนตรี (ครม.) เรียบร้อยแล้ว ซึ่งร่างดังกล่าว ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลที่ต้องการเข้าไปช่วย เหลือประชาชนที่มีภาระหนี้สิน นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้รับแจ้งจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การออมแห่งชาติให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ซึ่งเราคาดว่า จะนำเสนอเข้าสู่การประชุมของสภาผู้แทนราษฎรในสมัยนี้ ส่วนร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น มีหลายประเด็นที่ต้องใช้เวลาในการพิจารณาพอสมควร

......................................

ข่าวโดยคุณ kaewja

 
ธปท.รอถก แบงก์-เจ้าหนี้ แก้ปัญหา ดบ.โหด PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Greeny   
วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน 2010 เวลา 13:06

ธปท.เผยกรณีช่วย เหลือลูกหนี้ที่ได้รับความเดือดร้อยจากดอกเบี้ยมหาโหด ต้องรอหารือ "แบงก์-ลูกหนี้" ชี้ ดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่ 15-28% เหมาะสม

นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงกรณีช่วยเหลือลูกหนี้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กรณีหนี้สถาบันการเงินและหนี้สินเชื่อบัตรเครดิตว่า ต้องหารือร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งลูกหนี้ในระบบ และสถาบันการเงิน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย

ส่วนการเรียกเก็บดอกเบี้ยเงินกู้บัตรเครดิตของสถาบันการเงินแก่ลูกค้าในระบบที่ 15-28% ถือว่ามีความเหมาะสม เพราะหากเทียบกับดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าค่อนข้างมาก

 

เกริก วณิกกุล

กรณีที่จะมีการผลักดันให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์มากขึ้น ยอมรับว่า เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เนื่องจากธนาคารพาณิชย์หลายแห่งยังไม่เคยทำมาก่อน และมองว่าเป็นธุรกรรมที่มีความเสี่ยง เพราะหลักการของการให้สินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ เป็นการให้สินเชื่อแก่คนที่ไม่เคยมีประวัติทางการเงินมาก่อน และไม่ต้องมีหลักทรัพย์มาค้ำประกัน เพื่อให้ระดับรากหญ้าเข้าถึงบริการทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ได้จริง

นอกจากนี้ ที่ผ่านมาสถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์เพื่อการเกษตร (ธ.ก.ส.) สหกรณ์ชุมชนต่างๆ ก็ทำได้ดีอยู่แล้ว ดังนั้นจึงยังไม่เห็นความจำเป็นมากนักที่จะเข้าไปแข่งขัน

"การผลักดันสถาบันการเงินให้ปล่อยสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ เป็นเรื่องที่ยิ่งนานไปยิ่งทำได้ยากมากขึ้น โดยเฉพาะตอนนี้ หากมองถึงสถาบันการเงินต่างประเทศที่จะเข้ามาทำตอนนี้ ก็มองว่าเค้าก็น่าจะชะลอไปก่อน เพราะตอนนี้ทุกที่ก็รอๆ กันหมด ไม่มีใครกล้าที่จะทำอะไรมาก สำหรับเราเองก็มีสถาบันการเงินของรัฐที่ทำได้ดีอยู่แล้ว และถือว่าทำได้ดีมาก มีทั้งออมสิน ธ.ก.ส. ที่เข้ามารองรับลูกค้ากลุ่มดังกล่าว" นายเกริกกล่าว

ด้านนางสาวสิริมาศ วัฒนะโชติ รองเลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ในหลังจากการเข้าหารือกับกระทรวงยุติธรรม

วานนี้ (11มิ.ย.) ในเรื่องของลูกหนี้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสถาบันการเงิน เพื่อหาทางช่วยเหลือแต่ในเบื้องต้น เป็นเพียงการรับฟังข้อมูลปัญหาต่างๆ โดยที่ยังไม่มีแนวทางช่วยเหลือออกมา

"สมาคมธนาคารยังไม่ได้นำประเด็นดังกล่าว เข้าหารือกับธนาคารพาณิชย์ที่เป็นสมาชิกของสมาคม เนื่องจากในการทำแผนการให้ความช่วยเหลือ ต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนกว่านี้ เพื่อกำหนดทิศทางว่าหน่วยงานใดๆ ต้องดำเนินการอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงินเจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง หากข้อมูลต่างๆ มีความชัดเจนมากขึ้นสมาคมธนาคารยินดีให้ความร่วมมือ และจะนำเรื่องนี้เข้าคณะกรรมการสมาคม และหารือกับธนาคารสมาชิก"

ทั้งนี้ นิยามของทางกระทรวงยุติธรรมที่ระบุว่า เป็นลูกหนี้ที่อยู่ในระบบก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าเป็นลูกหนี้ของบริษัท นิติบุคคลที่ปล่อยกู้สินเชื่อรายย่อย หรือเป็นลูกหนี้ที่อยู่กับสถาบันการเงิน ซึ่งบริษัทที่เป็นนิติบุคคลที่ปล่อยกู้ได้ หรือสถาบันการเงินแต่ละแห่ง ก็มีวิธีดำเนินธุรกิจที่แตกต่างกัน ธนาคารพาณิชย์มีเกณฑ์การกำกับจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในเรื่องการจ่างหน่วยงานภายนอกในการติดตามหนี้ แต่ถ้าเป็นนิติบุคคลที่ปล่อยสินเชื่อรายย่อยได้ก็จะมีเกณฑ์การติดตามหนี้ที่ ต่างไป

ดังนั้น ทางหน่วยงานภาครัฐจะต้องจัดระบบข้อมูล แยกฐานะความเป็นหนี้ของลูกหนี้แต่ละรายมาว่าเป็นลูกหนี้ของสถาบันการเงินใด ปัญหาของแต่ละรายคืออะไร ด้านศูนย์ประสานงานลูกหนี้แห่งชาติ ก็ต้องหาความต้องการของลูกหนี้แต่ละรายมาหารือกันเพื่อหาจุดกึ่งกลางของทั้ง 2 ฝ่าย

"ขณะนี้ข้อมูลต่างๆ ยังไม่ชัด เรายังไม่สามารถเห็นทุกประเด็น เท่าที่ทราบคือ มีปัญหาเรื่องวิธีคำนวณดอกเบี้ย หรือการยึดทรัพย์ที่ใช้ราคาประเมินของกรมธนารักษ์ ทำให้ลูกหนี้เสียเปรียบ ปัญหาเหล่านี้ต้องรวบรวมมาดูสมาคมยินดีให้ความร่วมมือ แต่ก็ต้องให้ความเป็นกลาง ต้องคุยกันกับสถาบันการเงินด้วย เรื่องนี้จะฟังความข้างเดียวไม่ได้ ตอนนี้ข้อมูลได้มาแล้ว แต่ยังไม่ตรวจสอบเหตุและผล สมาคมยังเอาเรื่องไปคุยกับสมาชิกไม่ได้ เพราะไม่มีข้อมูลมากพอ" นางสาวสิริมาศ กล่าว

 

..............................................................................

ขอบคุณ กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน 2553

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/finance/20100612/337203/%E0%B8%98%E0%B8%9B%E0%B8%97.%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%96%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B9%8C-%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89-%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%9A.%E0%B9%82%E0%B8%AB%E0%B8%94.html

 

 

 
กรุงศรีฯ มั่นใจ สินเชื่ออุปโภคฯ โต 8% PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Greeny   
วันศุกร์ที่ 04 มิถุนายน 2010 เวลา 09:49

แบงก์กรุงศรีอยุธยา มั่นใจสินเชื่ออุปโภค-บริโภค ในปีนี้ขยายตัวไม่ต่ำกว่า 8%

เมินปัญหาการเมืองในประเทศ

นายฟิลิป แทน ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านสินเชื่อลูกค้าบุคคล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ทางการเมืองของไทยที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ในขณะนี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายการดำเนินธุรกิจสินเชื่ออุปโภคบริโภคของธนาคาร หรือ Consumer Finance โดยธนาคารยังคงเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อในปีนี้เอาไว้ที่ 2เท่าของจีดีพี หรือ อยู่ที่ 8% หากเศรษฐกิจโดยรวมกลับมาดีขึ้นเชื่อว่าอัตราการเติบโตก็น่าจะเกิน 8% ได้

ณ ปัจจุบันพอร์ตสินเชื่ออุปโภคบริโภค อยู่ที่ 260,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 42%ของพอร์ตรวมของธนาคาร แบ่งเป็นสินเชื่อรถยนต์ 50% ที่เหลือเป็นสินเชื่อบัตรเครดิต ซึ่งประกอบด้วย บัตรเครดิตกรุงศรีจีอี บัตรเครดิตเพาเวอร์บาย บัตรเครดิตกรุงศรีเฟิร์สช้อย บัตรเครดิตโฮมโปร บัตรเครดิตเทสโก้โลตัส บัตรเครดิตเซ็นทรัลคาร์ดในไตรมาสแรก สินเชื่ออุปโภคบริโภคของธนาคารมีการเติบโตถึง 12% ซึ่งถือว่าไม่ได้มีอะไรผิดปกติ แต่หลังจากวันที่ 19 พ.ค.ยอมรับว่าเหตุการณ์ทางการเมืองกระทบต่อความมั่นใจของผู้บริโภคบ้าง

จากนี้ไปหากไม่มีเหตุการณ์อะไรรุนแรงก็เชื่อว่าความเชื่อมั่นของผู้ บริโภคน่าจะกลับมาเหมือนเดิม และที่สำคัญจากเหตุการณ์ทางการเมือง ก็ยังไม่ได้ส่งผลให้มีอัตราการผิดนัดชำระ และ มียอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ เอ็นพีแอลเพิ่ม เพราะคนไทยเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการรักษาเครดิตของตัวเองมากขึ้น เพราะมีประสบการณ์ว่าการรักษาเครดิตสำคัญมาก

สำหรับนโยบายใน 6 เดือนหลัง กลุ่มธนาคารกรุงศรีอยุธยา จะให้ น้ำหนักกับการจะทำการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากยิ่ง ขึ้น และให้ตรงกับช่วงอายุของลูกค้าแต่ละกลุ่ม ซึ่งกลุ่มธนาคารกรุงศรีฯมีผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกช่วงอายุของลูกค้า รวมทั้งจัดกิจกรรมให้ตรงกับลูกค้ามากกว่าเดิม เพื่อเป็นการลดต้นทุน

"จากแผนงานที่วางไว้ เชื่อว่าภายใน 2-5 ปี กลุ่มสินเชื่ออุปโภคบริโภคของกลุ่มธนาคารกรุงศรีฯ จะสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน เพราะเจตนาของกลุ่มธนาคารกรุงศรีฯไม่ได้อยู่แค่นี้ โดยเป้าหมายคือต้องการเป็น Market Leader หรือผู้นำตลาด รวมทั้งให้ผลตอบแทนสู่ผู้ถือหุ้นได้อย่างมหาศาล และเป็นธนาคารที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ สามารถลงทุนได้ เพื่อความท้าทายไปสู่ความสำเร็จในระยะอันสั้น ขณะนี้ฐาน Consumer ของกลุ่มพร้อมแล้วที่จะลุย"

การที่ธนาคารให้น้ำหนักกับสินเชื่ออุปโภคบริโภค เพราะความต้องการยังสูงอยู่ และที่สำคัญมาร์จิ้นดี ความเสี่ยงก็สูงตามไปด้วย แต่ธนาคารก็มีระบบการบริหารความเสี่ยง หากดูยอดบัตรเครดิตโดยรวมของระบบแล้วมีอยู่ 13.4 ล้านบัตร โดยกลุ่มธนาคารกรุงศรีฯมีส่วนแบ่งการครองตลาด 16% ถือเป็นอันดับ1ของระบบ และธนาคารต้องการให้ทุกผลิตภัณฑ์มีการเติบโตไปในทิศทางเดียวกัน

...........................................................................

ขอบคุณ กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันพุธที่ 2 มิถุนายน 2553

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/finance/20100602/118727/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AF%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B9%82%E0%B8%A0%E0%B8%84%E0%B8%AF%E0%B9%82%E0%B8%958.html

 

 
เหตุจลาจลกระทบกลุ่มลูกหนี้บัตรเครดิต PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Greeny   
วันศุกร์ที่ 04 มิถุนายน 2010 เวลา 09:42

ฟิทช์คาด เหตุจลาจลกระทบกลุ่มลูกหนี้บัตรเครดิต

และ กลุ่มลูกหนี้เช่าซื้อรถยนต์

ฟิทช์ เรทติ้งส์ แสดงความเห็นว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองของประเทศไทย น่าจะส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของกลุ่มลูกหนี้บัตรเครดิตและกลุ่มลูกหนี้ เช่าซื้อรถยนต์ภายใต้โครงการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ สืบเนื่องจากการหยุดชะงักในการประกอบธุรกิจและการถูกเลิกจ้างงานของลูกหนี้ บางกลุ่ม  จากการที่กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางของเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง กลุ่มลูกหนี้ในพื้นที่ดังกล่าวคาดว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ในขณะที่ผลกระทบที่มีต่อภาคธุรกิจและการถูกเลิกจ้างงานในต่างจังหวัดคาดว่า จะมีความรุนแรงน้อยกว่า


แม้ว่าสภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้นได้ส่งผลให้อัตราส่วน ลูกหนี้ผิดนัดชำระ (delinquency rate) ในโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ประเภทกลุ่มลูกหนี้บัตรเครดิตของ บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด มหาชน (AEONTS) ปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาสที่สี่ของปี 2552 เป็นต้นมา ผลกระทบทางการเมืองดังกล่าวข้างต้นคาดว่าจะส่งผลให้อัตราส่วนลูกหนี้ผิดนัด ชำระของโครงการ เพิ่มสูงขึ้นในช่วงหนึ่งถึงสองไตรมาสข้างหน้า เนื่องจากลูกหนี้บ้างส่วนภายใต้โครงการอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร  สำหรับกลุ่มลูกหนี้เช่าซื้อรถยนต์  ฟิทช์คาดว่าผลกระทบดังกล่าวจะมีความรุนแรงน้อยกว่า เนื่องจากลูกหนี้ส่วนใหญ่มีการผ่อนชำระค่างวดมาเป็นระยะเวลานานรวมทั้ง ลูกหนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร 


อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนลูกหนี้ผิดนัดชำระของโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ประเภท กลุ่มลูกหนี้เช่าซื้อรถยนต์ของบริษัทเงินทุน สินอุตสาหกรรม จำกัด มหาชน (SICCO) ทั้งสองโครงการ ยังคงอยู่ในระดับสูงถึงแม้ว่าสภาพเศรษฐกิจจะดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาสที่สี่ของปี 2552 ทั้งนี้บางส่วนเนื่องมาจากอัตราส่วนลูกหนี้ผิดนัดชำระที่สูงของกลุ่มลูกหนี้ ประเภทรถบรรทุก


ในขณะนี้  ฟิทช์คาดว่าระดับส่วนช่วยสนับสนุนเครดิต (credit enhancement) ของทั้งโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ประเภทกลุ่มลูกหนี้บัตรเครดิตและ กลุ่มลูกหนี้เช่าซื้อรถยนต์ น่าจะเพียงพอที่จะรองรับผลการดำเนินงานของลูกหนี้ที่อ่อนแอลงได้ในระดับ หนึ่ง 


อย่างไรก็ตาม หุ้นกู้ชุด C ที่มีอันดับเครดิต A(tha) ภายใต้โครงการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ประเภทกลุ่มลูกหนี้บัตรเครดิต และหุ้นกู้ที่ออกโดยบริษัทซิกโก้ นิติบุคคลเฉพาะกิจ 2 จำกัด ซึ่งเป็นโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ประเภทกลุ่มลูกหนี้เช่าซื้อรถ ยนต์ของ SICCO  มีแนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ ซึ่งบ่งชี้ถึงความสามารถที่จะรองรับผลกระทบจากสภาวะผลการดำเนินงานที่อ่อน ตัวลงได้น้อยกว่าเมื่อเทียบกับหุ้นกู้ชุดอื่นๆ ทั้งนี้ฟิทช์จะติดตามผลกระทบของความไม่สงบทางการเมืองที่มีต่อผลการดำเนิน งานของโครงการอย่างต่อเนื่อง


สำหรับอันดับเครดิตของโครงการหุ้นกู้ระยะสั้นที่ออก แบบต่อเนื่อง (ABCP)  สำหรับสินทรัพย์ประเภทลูกหนี้เช่าซื้อที่อยู่อาศัย และโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ที่มีค่าเช่าและค่าบริการต่างๆ จากอาคารศูนย์ราชการ เป็นสินทรัพย์ภายใต้โครงการ (CMBS)   ฟิทช์คาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบทางการเมือง เนื่องจากอันดับเครดิตของหุ้นกู้ภายใต้โครงการ ABCP   ขึ้นอยู่กับอันดับเครดิตของการเคหะแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้ขายสินทรัพย์ภายโครงการ ในขณะที่อันดับเครดิตของหุ้นกู้ภายใต้โครงการ CMBS   ขึ้นอยู่กับอันดับเครดิตของกรมธนารักษ์ ซึ่งเป็นผู้เช่ารายเดียวของโครงการ


ณ วันที่ 26 พฤษภาคม 2553  จำนวนหุ้นกู้ภายใต้โครงการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ที่ได้รับการจัด อันดับเครดิตภายในประเทศ (national rating) โดยฟิทช์ มีทั้งสิ้น 17 ชุด ประกอบด้วย หุ้นกู้จากโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ประเภทกลุ่มลูกหนี้เช่าซื้อรถ ยนต์และกลุ่มลูกหนี้บัตรเครดิต หุ้นกู้ภายใต้โครงการ CMBS และหุ้นกู้ภายใต้โครงการ ABCP    ซึ่งหุ้นกู้ดังกล่าวมีอันดับเครดิตตั้งแต่ AAA(tha) ถึง A(tha)  


ในปี 2552 ฟิทช์ได้ประกาศคงอันดับเครดิตหุ้นกู้ทั้งหมดภายใต้โครงการแปลงสินทรัพย์เป็น หลักทรัพย์ โดยมีหุ้นกู้ 2 ชุดที่มีแนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ


นอกจากนี้ ฟิทช์ได้ประกาศให้อันดับเครดิตสากลสกุลเงินในประเทศระยะยาวที่ A- แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ แก่หุ้นกู้ภายใต้โครงการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ประเภทกลุ่มลูกหนี้บัตร เครดิตของ AEONTS ที่ออกในเดือนพฤษภาคม 2553

 

.............................................................

ขอบคุณ มติชนออนไลน์

ข่าววันพุธที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1274870302

 

 
"ธนชาต" ฟุ้ง สินเชื่อโต 3% เล็งขยายธุรกิจบัตรเครดิตเพิ่ม PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Greeny   
วันอังคารที่ 27 เมษายน 2010 เวลา 13:36


"ทุนธนชาต"ฟุ้งสินเชื่อรวมไตรมาสแรกโต 3% รับอานิสงส์ยอดขายรถยนต์พุ่ง พร้อมเน้นขยายธุรกิจบัตรเครดิตเพิ่ม ลั่นหลังควบรวมสคิบปรับสัดส่วนสินเชื่อรวมเป็นรายใหญ่-เอสเอ็มอี 50%-เช่าซื้อ50%
       

       นายสมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัททุนธนชาต จำกัด (มหาชน)
(TCAP) เปิดเผยว่า การเติบโตสินเชื่อรวมในไตรมาส 1 ของ 2553 ที่ผ่านมาของบริษัททุนธนชาตมีการเติบโตเพิ่มขึ้นจากปลายปี 2552 ประมาณ 3% ซึ่งเป็นการเติบโตตามการฟื้นตัวของยอดจำหน่ายรถยนต์ รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวมากขึ้น
       
       โดยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ในไตรมาส 1 นั้น มีการเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 4% จากปลายปีที่แล้วหรือปล่อยสินเชื่อได้ประมาณ 8,000 – 10,000 ล้านบาท โดยในช่วงปลายปีที่แล้วฐานสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ของบริษัททุนธนชาตซึ่งอยู่ ที่ 2.06 แสนล้านบาท แต่ในช่วงเดือน มี.ค. 2553 ฐานสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ปรับเพิ่มขึ้นมาเกือบระดับ 3 แสนล้านบาท
       
       ทั้งนี้ ในปีนี้บริษัททุนธนชาตจะยังคงให้ความสำคัญกับสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์เป็น หลัก โดยตั้งเป้าหมายรักษาอันดับหนึ่งของธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ในปีนี้ให้ ได้ เนื่องจากปัจจุบันการแข่งขันทางด้านสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มีความรุนแรงมาก ขึ้นหลังจากที่ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่เริ่มหันมารุกสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ มากขึ้น
       
       "ยังไงเราก็ต้องให้ความสำคัญกับสินเชื่อรถยนต์มากที่สุด เพราะเป็นธุรกิจหลักของเรา และเราจะต้องรักษาความเป็นเบอร์หนึ่งของเราให้ได้ แม้การแข่งขันจะมีความรุนแรงและคู่แข่งจะเป็นแบงก์ขนาดใหญ่ แต่เราคงไม่ยอมเสียความเป็นเบอร์หนึ่งให้ใครง่ายๆ" นายสมเจตน์ กล่าว
       
       นอกจากนี้บริษัททุนธนชาตจะเน้นธุรกิจทางด้านบัตรเครดิตเพิ่มมากขึ้น ในปีนี้
โดยเป้าหมายหลักของธุรกิจบัตรเครดิตคือการนำเสนอแคมเปญต่างๆที่จะสามารถเป็น ตัวกระตุ้นให้ลูกค้ามีการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตให้มากที่สุด ทั้งในเรื่องของการซื้อสินค้าหรือชำระค่าบริการต่างๆ
       
       ในส่วนของสินเชื่อรายใหญ่และสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)ในปีนี้บริษัททุนธนชาต ก็จะหันมาให้ความสำคัญมากขึ้นเช่นกัน เนื่องจากปัจจุบันสภาพคล่องของบริษัททุนธนชาตอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง ซึ่งทำให้สามารถเข้าไปในกลุ่มลูกค้าสินเชื่อรายใหญ่และสินเชื่อเอสเอ็มอีได้ มากขึ้น โดยปัจจุบันฐานสินเชื่อรายใหญ่และสินเชื่อเอสเอ็มอีของบริษัททุนธนชาตอยู่ ที่ประมาณ 7.6 หมื่นล้านบาท
       
       โดยปัจจุบันสัดส่วนสินเชื่อรวมของบริษัททุนธนชาตแบ่งเป็นสินเชื่อ เช่าซื้อรถยนต์ 74% ของฐานสินเชื่อรวม สินเชื่อรายใหญ่ 20% และสินเชื่อรายย่อยอีกประมาณ 6-7% แต่หลังจากการซื้อกิจการของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) (SCIB) เสร็จเรียบร้อยแล้วนั้นบริษัททุนธนชาตจะปรับลดสัดส่วนสินเชื่อเช่าซื้อรถ ยนต์ลงมาเหลือ 50% และอีก 50% จะเป็นสินเชื่อรายใหญ่และสินเชื่อเอสเอ็มอี
       
       "หลังจากควบรวมกับธนาคารนครหลวงไทยแล้ว เราคงต้องปรับสัดส่วนสินเชื่อใหม่ เพราะฐานสินเชื่อส่วนใหญ่ของธนาคารนครหลวงไทยจะเป็นสินเชื่อรายใหญ่กับสิน เชื่อเอสเอ็มอี แต่ของเราจะเป็นสินเชื่อรถยนต์ ซึ่งเมื่อค
วบรวมกันแล้วสัดส่วนสินเชื่อของเราคงจะเป็นรถยนต์ 50% และรายใหญ่กับเอสเอ็มอี 50%" นายสมเจตน์ กล่าว

       สำหรับเป้าหมายหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในปีนี้นั้นคาดว่าเอ็นพีแอลจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีที่แล้ว ซึ่งเอ็นพีแอลอยู่ที่ระดับ 2.49% ซึ่งในปีนี้ บริษัททุนธนชาตตั้งเป้าหมายเอ็นพีแอลไว้ที่ระดับ 2.6-2.7%

.........................................................................

ลิงค์ข่าวจาก ASTVผู้จัดการออนไลน์ 18 เมษายน 2553

http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9530000053237

 


หน้า 3 จาก 14

ร่วมสนับสนุนมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค


หนังสือในเครือฉลาดซื้อ
You are here  : หน้าหลัก